ออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) คืออะไร?

ออฟฟิศซินโดรม หรือกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (Myofascial pain syndrome) คือ อาการปวดจากการใช้งานของกล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เช่นการนั่งทำงานต่อเนื่องกับคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้ปรับเปลี่ยนท่าทางหรืออริยาบทเป็นเวลานาน จนทำให้เกิดอาการปวดสะสมและกลายเป็นปวดเรื้อรังในที่สุด

อาการออฟฟิศซินโดรมที่พบบ่อย

1.ปวดตา สายตาเบลอ ตาพร่า

สาเหตุอาการปวดตา สายตาเบลอ ตาพร่า ได้แก่การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ใช้สายตาหนักเป็นเวลานานจนเกินไป ตาล้า ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตา สายตาพร่า หรืออาจมองเห็นภาพซ้อนได้จนไม่สามารถทำงานต่อได้

2.ปวดศีรษะ

อาการปวดศีรษะจากออฟฟิศซินโดรม มึนหัว ปวดหัว เกิดจากการลุกลามของอาการปวดคอ บ่า ไหล่ ที่ทำให้กล้ามเนื้อตึงจนไม่สามารถไหลไปเลี้ยงส่วนหัวได้ตามปกติ จนเกิดเป็นอาการปวดศีรษะ หากอาการรุนแรงมีความเสี่ยงที่จะเกิดไมเกรนได้

3.ปวดหลัง คอ บ่า ไหล่

อาการปวดคอ ปวดบ่า ปวดไหล่ อาการเหล่านี้เกิดจากการนั่งในท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน เกร็งตัว ก้มหรือเงยบ่อยจนเกินไป ไม่มีการเคลื่อนไหวระหว่างวันเท่าที่ควร เป็นเหตุให้กล้ามเนื้อตึงเครียดจนปวดหลัง คอ บ่า ไหล่ได้

4.ปวดขา เหน็บชา

การนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานานจะทำให้เส้นเลือดดำถูกกดทับและส่งผลให้เลือดไหลเวียนผิดปกติจนเกิดอาการเหน็บชา ปวดขาได้ง่าย

ออฟฟิศซินโดรมรักษาได้อย่างไร

การรักษากลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมด้วยวิธีต่างๆ นั้นเป็นเพียงการรักษาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด เป็นการรักษาอาการกล้ามเนื้ออักเสบหรือรักษาพังผืดในกล้ามเนื้อ วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน ท่านั่ง ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

สารเติมเต็ม ( ฟิลเลอร์ Fillers) คืออะไร?

ในปัจจุบันการใช้ Filler (ฟิลเลอร์) หรือสารเติมเต็มเป็นที่นิยมใช้เพิ่มขึ้นมากในปัจจุบัน  เพื่อเพิ่มปริมาตรของใบหน้า ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ หรือเพื่อลดริ้วรอยบนใบหน้าชนิดที่เป็นร่องลึก แม้ในขณะที่ผู้ป่วยไม่ได้แสดงสีหน้า (static lines) ในอดีตเคยมีการใช้ไขมันของผู้ป่วยเองเป็นสารเติมเต็ม ฉีดเข้าไปในบริเวณที่ต้องการเพิ่มปริมาตร แต่วิธีนี้ยังมีผลข้างเคียงและต้องใช้เวลาในการพักรักษานาน จึงได้มีการนำคอลลาเจนจากคน และจากสัตว์ เช่น วัว หรือ หมู มาใช้ แต่ยังมีปัญหาเรื่องผลข้างเคียงจากการแพ้โปรตีนจากสัตว์อยู่  ต่อมามีการพัฒนาสารเติมเต็มซึ่งทำจากกรดไฮยาลูโรนิก(hyaluronic acid) มาใช้ และสารชนิดนี้เป็นที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากกรดไฮยาลูโรนิกเป็นสารที่มีคุณสมบัติเฉื่อย ไม่ทำให้เกิดการแพ้ มีความคงตัว และอยู่ในร่างกายได้เป็นเวลานาน อีกทั้งยังสามารถทำให้เสื่อมสลายไปได้ในกรณีที่เกิดผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยเอ็นไซม์ไฮยาลูโรนิเดส (hyarulonidase) แต่เดิมกรดไฮยาลูโรนิกที่ใช้เพื่อเป็นสารเติมเต็มนั้นได้มาจากสัตว์ เช่น ไก่ ดังนั้นเมื่อจะนำมาใช้สำหรับการรักษา จะต้องทำการทดสอบภูมิแพ้ที่ผิวหนังก่อนการใช้ ระยะหลังจึงมีการสังเคราะห์กรดไฮยาลูโรนิกที่เป็น biocompatible non-animal stabilized hyaluronic acid (NASHA) ขึ้นมา และสารชนิดนี้เป็นที่นิยมใช้มากที่สุดในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะมีการสังเคราะห์สารเติมเต็มที่สามารถคงอยู่ในร่างกายได้นานขึ้น ซึ่งเป็นการใช้สารพวก calcium hydroxyapatite, ซิลิโคน, polymethylmethacrylate (PMMA), และสารอื่น ๆ ขึ้นมาก็ตาม สารเหล่านี้ก็ยังไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากต้องใช้เทคนิคการฉีดที่ยากกว่า และเกิดผลข้างเคียงมากกว่าการใช้กรดไฮยาลูโรนิก ในประเทศไทยมีเพียงกรดไฮยาลูโรนิกเท่านั้นที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาให้ใช้เป็นสารเติมเต็มเพื่อทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์

คุณสมบัติกรดไฮยาลูโรนิกที่ใช้เป็นสารเติมเต็มจะขึ้นอยู่กับความเข้มข้น ขนาดโมเลกุล ปริมาณของ cross-linking สารที่ใช้เพื่อทำให้เกิด cross-linking และความแข็งของสาร โดยทั่วไปถ้ามีปริมาณของ cross-linking มาก ก็จะทำให้สารมีความแข็งตัวมากขึ้น และสามารถคงอยู่ในร่างกายได้นานขึ้น สารที่มีขนาดของโมเลกุลเล็กจะเหมาะกับการใช้รักษาริ้วรอยตื้น ๆ และคงอยู่ในร่างกายได้นานประมาณ 6 เดือน ในขณะที่สารที่มีขนาดของโมเลกุลใหญ่จะใช้สำหรับการเพิ่มปริมาตรของใบหน้า และการรักษาริ้วรอยหรือร่องขนาดลึก ซึ่งจะคงอยู่ในร่างกายได้นาน 6-12 เดือน ริ้วรอยที่นิยมใช้การฉีดสารเติมเต็มเพื่อรักษา เช่น รอยย่นบริเวณหว่างคิ้ว รอยตีนกา และรอยย่นบนหน้าผาก สารเติมเต็มยังสามารถเพิ่มปริมาตรของใบหน้าบริเวณแก้ม ร่องแก้ม และบริเวณอื่น ๆ ได้ด้วย

ขั้นตอนและเทคนิคการฉีดฟิลเลอร์ Filler

ก่อนการฉีดสารเติมเต็มฟิลเลอร์ บนใบหน้าอาจใช้ยาชาชนิดทา ใช้น้ำแข็งประคบ หรือการฉีดยาชา เพื่อลดอาการเจ็บปวดระหว่างการรักษา เทคนิคการฉีดมีหลายวิธี แต่ที่นิยมใช้มี 2 วิธี คือ linear threading สำหรับริ้วรอยที่เป็นเส้นตรง และ fanning สำหรับบริเวณที่ต้องการเพิ่มปริมาตร ขณะฉีดควรฉีดสารทีละน้อยและทำอย่างช้า ๆ เพื่อลดการเจ็บปวดระหว่างการฉีด และลดการช้ำหลังการฉีด ไม่ควรฉีดสารเติมเต็มในบริเวณผิวหนังชั้นตื้น ๆ เนื่องจากจะทำให้เห็นสารเติมเต็มก้อนสีน้ำเงินใต้ผิวหนัง ภายหลังการฉีดควรจะนวดบริเวณที่ฉีดเบา ๆ เพื่อลดการจับตัวเป็นก้อนของสารเติมเต็มฟิลเลอร์ที่ฉีดเข้าไป และการใช้น้ำแข็งประคบภายหลังการฉีดจะช่วยลดการอาการปวดและบวมได้

ผลข้างเคียงที่ร้ายแรงที่สุดของการฉีดสารเติมเต็มบนใบหน้าคือ ตาบอด หรือการเกิดเนื้อตายบริเวณที่ฉีด เมื่อฉีดกรดไฮยาลูโรนิกเข้าไปในเส้นเลือดบริเวณที่ทำการรักษา การเกิดเนื้อตายนี้อาจเกิดจากการอุดตันของเส้นเลือดโดยตรง หรือเกิดจากการเพิ่มความดันรอบ ๆ หลอดเลือดและส่งผลให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดก็ได้ ซึ่งตำแหน่งที่เกิดผลข้างเคียงเช่นนี้ พบได้บ่อยที่สุดบริเวณรอยย่นระหว่างคิ้ว โดยขณะที่ฉีดจะพบว่าผิวหนังบริเวณที่ฉีดสารเติมเต็มจะเปลี่ยนสีเป็นสีขาว (blanching) และเปลี่ยนเป็นสีม่วงตามมา ผู้ป่วยจะมีอาการปวดอย่างรุนแรง การรักษาควรทำทันทีด้วยการหยุดฉีดสารเติมเต็มนั้น พยายามดูดสารเติมเต็มที่ฉีดเข้าไปออกมาถ้าทำได้ นวดบริเวณที่ฉีดเพื่อกระจายและลดการจับตัวเป็นก้อนของสารเติมเต็ม ฉีดเอ็นไซม์ไฮยาลูโรนิเดส เพื่อให้กรดไฮยาลูโรนิกสลายตัว การประคบอุ่น และใช้ 2% nitroglycerine paste ปิดบริเวณที่ฉีดจะช่วยทำให้เส้นเลือดขยายตัว และลดภาวะเนื้อตายได้

* ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

โปรแกรมตรวจสุขภาพองค์รวม

“การตรวจสุขภาพ” คือ พื้นฐานการดูแลคุณภาพชีวิตให้ดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน แข็งแรง แต่หลายคนกลับยังไม่เข้าใจว่า เราต้องตรวจอะไร ตรวจทำไม ควรตรวจตอนไหน เพราะถ้าเปรียบร่างกายเป็นรถยนต์ การตรวจสุขภาพก็เสมือนการตรวจสภาพเครื่องยนต์ทุกปี เพื่อให้รถยนต์ของเราได้รับการบำรุงรักษาอย่างถูกวิธีและใช้งานต่อไปได้อีกนานๆ นั่นเอง

นอกจากนี้เรื่องของสุขภาพ ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเราเองเท่านั้น แต่ยังโยงหรือส่งผลกระทบไปถึงคนรอบตัวเรา เช่น คนรัก พ่อแม่ ลูก รวมไปถึงหน้าที่การงาน ดังนั้นการตรวจสุขภาพ จึงเสมือนการรับผิดชอบต่อตัวเองเพื่อไม่ให้คนรอบข้างต้องกังวลกับปัญหาสุขภาพที่ไม่แน่นอน

โปรแกรมตรวจสุขภาพองค์รวม ครอบคลุมการตรวจสุขภาพพื้นฐานรวมถึงสารบ่งชี้การอักเสบต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญจะวิเคราะห์ผลตรวจและให้คำปรึกษารวมถึงการแนะนำแนวทางดูแลสุขภาพแบบองค์รวม พร้อมทั้งช่วยวางแผนโปรแกรมการฟื้นฟู ดูแล และป้องกันการเกิดโรคในอนาคตเฉพาะบุคคลให้อีกด้วย

การเตรียมตัวตรวจสุขภาพ

งดอาหารอย่างน้อย 8-12 ชั่วโมง (ดื่มน้ำเปล่าได้ในปริมาณที่ไม่มากกว่าปกติ ในกรณีตรวจระดับน้ำตาลในเลือด หรือตามแพทย์นัด)

งดอาหาร และน้ำอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ในกรณีที่มีการตรวจอัลตราซาวด์

ควรสวมเสื้อที่สะดวกในการเจาะเลือดที่ข้อพับแขน

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง

ตรวจสุขภาพ การตรวจสุขภาพสำหรับกลุ่มบุคคลทั่วไป

การตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง (Food IgG Test)

ภาวะภูมิแพ้อาหารแฝง คืออะไร

ภูมิแพ้อาหารแฝงจะต่างจากภูมิแพ้อาหารทั่วไป หรือแพ้อาหารเฉียบพลัน ซึ่งเป็นการแพ้ที่เกิดจากการกระตุ้น antibody ชนิด IgE (Immunoglobulin E) ทำให้เกิดการหลังฮิสตามีน จึงเกิดอาการผิดปกติที่เห็นได้ชัดแบบทันทีหรือไม่นานหลังจากรับประทานอาหารที่แพ้ เช่น ผื่น แดง บวม คัน หายใจลำบาก หรือปากบวม ตาบวม อาการเหล่านี้ทำให้ผู้ที่แพ้มักจะรู้ตัวว่าแพ้อาหารอะไร เพราะอาการมักปรากฎชัดเจนทุกครั้งที่รับประทานนั้น ๆ และสามารถหลีกการรับประทานอาหารชนิดนั้น ๆ ได้

IgG ย่อมาจาก Immunoglubulin G เป็นสารภูมิคุ้มกันที่เม็ดเลือดขาวสร้างขึ้น IgG บางชนิดอยู่ในร่างกายเราทั้งชีวิต แต่บางชนิดหายไปเมื่อเวลาผ่านไป การแพ้อาหารแบบ IgG จึงสามารถหายได้ (แต่บางชนิดก็เป็นตลอดชีวิตได้เช่นกัน)

ตัวอย่างอาการที่เกิดจากภาวะภูมิแพ้อาหารแฝง

  • ปวดท้อง ท้องเสีย ลำไส้แปรปรวนหรือระคายเคือง
  • ปวดศีรษะเรื้อรัง ไมเกรน
  • คัดจมูก น้ำมูกไหลเรื้อรัง
  • สิวเรื้อรัง
  • ผื่นคัน ผื่นลมพิษเรื้อรังไม่ทราบสาเหตุ

ตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง (Food Intolerance Test)

การตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง คือการตรวจหาชนิดของอาหารที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคภูมิแพ้อาหารแฝง โดยการตรวจหาแอนติบอดี้ต่ออาหารจากเลือดของคนไข้ (Food Specific IgG) เพื่อดูว่ามีภูมิแพ้แฝงต่ออาหารชนิดใดบ้าง เพราะอาหารที่เป็นสาเหตุของภูมิแพ้อาหารแฝงนั้นมีได้มากกว่าหนึ่งชนิด เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงอาหารชนิดนั้นๆ

การเตรียมตัวก่อนตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง

  • พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องงดน้ำ งดอาหาร ก่อนการตรวจ
  • ให้งดทานยากดภูมิคุ้มกัน เช่น สเตียรอยด์ ก่อนการตรวจประมาณ 1-2 สัปดาห์
  • ควรงดทานยาแก้แพ้ (Anti-Histamine) ก่อนการตรวจประมาณ 1 สัปดาห์

ตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง

  1. การตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง (Food IgG Test) 87 ชนิด
  2. การตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง (Food IgG Test) 222 ชนิด

การตรวจกรดอินทรีย์ในปัสสาวะ (Urine organic acids test)

เป็นการตรวจระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกาย  ว่าเป็นปกติหรือไม่ โดยการตรวจวิเคราะห์กรดอินทรีย์ในปัสสาวะมากกว่า 50 ชนิด

กรดอินทรีย์ในปัสสาวะคืออะไร?
กรดอินทรีย์ในปัสสาวะ เป็นสารประกอบทางเคมีที่ขับออกมาทางปัสสาวะ เกิดจากกระบวนการเมตาบอลิซึม (Metabolism) ของระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น การเผาผลาญสารอาหารต่างๆ ให้เป็นพลังงาน การสร้างหรือซ่อมแซมอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย หรือสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ เป็นต้น

ประโยชน์ของการตรวจกรดอินทรีย์ในปัสสาวะ
การตรวจกรดอินทรีย์ในปัสสาวะ อาจช่วยหาสาเหตุของความผิดปกติในร่างกายได้ เพราะเมื่อระบบการทำงานในร่างกายมีความผิดปกติ เช่น เป็นโรคเรื้อรัง มีความผิดปกติทางระบบประสาท สมาธิสั้น อ่อนเพลีย หรือมีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ร่างกายมักมีการขับกรดอินทรีย์ที่ผิดปกติออกมาหลายตัว
หากตรวจพบความผิดปกติ แพทย์อาจให้การรักษาโดยการเสริมสารอาหารที่ขาดหายไปด้วยอาหารเสริมต่างๆ เช่น วิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร เป็นต้น

การตรวจกรดอินทรีย์ในปัสสาวะ มักตรวจอะไรได้บ้าง?

  • ตรวจประสิทธิภาพระบบเผาผลาญ (Metabolism) และการสร้างพลังงานในระดับเซลล์ (Mitochondrial Function)
  • ตรวจความต้องการวิตามิน ระดับอนุมูลอิสระ และการทำลายเซลล์ (Vitamins and Oxidative damage)
  • ตรวจสมดุลสารสื่อประสาท (Neurotransmitter Balance)
  • ตรวจระดับสารก่อการอักเสบในระบบประสาทและสมอง (Brain Inflammation Markers)
  • ตรวจสมดุลเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราในลำไส้ (Gut Ecosystems)
  • ตรวจการสัมผัสสารพิษจากสิ่งแวดล้อม และระบบการขับสารพิษ (Environmental Toxins & Detoxification)

ตรวจยูรีนออแกนิกส์ Urine Organic โปรแกรมตรวจการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายในระดับเซลล์ด้วยปัสสาวะ

Ultherapy SPT Technique ยกกระชับปรับรูปหน้า

Ultherapy Hyper-Personal Lift (Non-Invasive Face Lift) – We’ll NEVER treat you blindly

Ultherapy Hyper-Personal Lift  เทคโนโลยยกกระชับด้วยคลื่นเสียง Micro Focused Ultrasound with Visualisation ซึ่งเป็นคลื่นเสียงความถี่สูงที่ปล่อยพลังงานแบบจำเพาะเจาะจง และมีความแม่นยำ

ในการส่งผ่านพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS ชั้นที่ศัลยแพทย์ใช้ในการผ่าตัดดึงใบหน้า ดังนั้น Ulthera จึงช่วยลดปัญหาความหย่อนคล้อย ทำให้ใบหน้ายกกระชับโดยไม่ต้องผ่าตัด โดย Ulthera ได้รับการรับรองจาก US-FDA และองค์การอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทย จึงเป็นนวัตกรรมการยกกระชับที่ได้ผลและปลอดภัย

Ulthera เหมาะกับใคร ?

  • ผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยไม่กระชับ หมดความเต่งตึง
  • ผู้ที่มีกรอบหน้าไม่ชัดเจนหน้าไม่เรียว
  • ผู้ที่มีแนวคิ้วและหางตาตก ดูแก่กว่าวัย
  • ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูโครงสร้างผิว ปรับผิวให้ดูอ่อนเยาว์ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
  • ผู้ที่ต้องการให้ผิวเรียบเนียน รูขุมขนกระชับ และผิวสัมผัสดีขึ้น

จุดเด่นของ Ulthera

จุดเด่นที่สำคัญของ Ulthera คือ หน้าจอแสดงชั้นผิวแบบ Realtime ขณะทำหรือ SEE and TREAT เป็นโปรแกรมที่ช่วยให้แพทย์เห็นภาพชั้นผิวหนังที่กำลังยกกระชับผ่านหน้าจอได้ตลอดเวลา (Real Time Monitoring System) ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของ Ulthera แต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น แพทย์ผู้ทำการรักษาจึงสามารถปรับระดับพลังงานให้เหมาะสม เลือกระดับความลึกในการรักษาทำให้มีความจำเพาะในการรักษาได้ดียิ่งขึ้น จึงส่งผลให้การรักษามีความแม่นยำ ปลอดภัย และให้ผลลัพธ์ที่ดี

ยกให้สวย ด้วยเทคนิค Hyper – Personal lift

เพราะในปัจจุบัน ผู้หญิงหลายคนไม่ได้ต้องการความสวยในเเบบเดิม ๆ อีกเเล้ว พวกเธอต้องการที่จะสวยในเเบบของตัวเอง ดังนั้น Ulthera จึงสามารถตอบโจทย์สาว ๆ ที่เปลี่ยนเเปลงความงามเเบบเดิม ให้กลายเป็นความงามเฉพาะบุคคล ด้วยเทคนิค Hyper-personal lift เนื่องจากเเต่ละคนมีรูปหน้าเเละผิวที่ไม่เหมือนกัน Ulthera จึงถูกออกแบบมาให้มีระบบหน้าจอที่ทำให้เห็นชั้นผิวระหว่างรักษา ทำให้การรักษาเเม่นยำ ตรงชั้นผิวที่ต้องการยก

การยิง Ulthera จึงต้องวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลแบบ Costumize ตั้งแต่ Design การยิงให้เหมาะกับใบหน้า การเคลื่อนมือพร้อมดูหน้าจอขณะยิง เพื่อให้พลังงานลงอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เเละเกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ

ผลลัพธ์ของการรักษาด้วย Ulthera

 หลังทำ Ulthera จะเห็นว่าใบหน้าจะยกทันที กรอบหน้าชัดเจนขึ้น และผลลัพธ์จะดีขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากร่างกายจะมีการสร้างคอลลาเจนใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่องในระยะเวลา 3-6 เดือน โครงสร้างผิวจะได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ โดยจะเห็นผลของการยกกระชับได้ตั้งแต่ 2-3 เดือนแรกหลังทำและผลลัพธ์อยู่ได้นาน 1-2 ปี*

*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ทำ Ulthera ที่ไหนดี ?

ในปัจจุบันนี้ Ulthera มีให้บริการในหลายคลินิก แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของแพทย์ ทั้งในส่วนของการออกแบบรูปหน้าและความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องของแพทย์

* ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

Thermage ยกกระชับผิว ลดริ้วรอย คงความอ่อนเยาว์

Thermage เป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ช่วยยกกระชับผิว โดยใช้พลังงานความร้อนจากคลื่นวิทยุ (Monopolar RF) ยิงลงไปในชั้นผิวหนัง โดยสามารถส่งพลังงานได้ลึกถึงชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) ที่อยู่ลึกสุดของโครงสร้างผิว ไปถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous) จึงสามารถช่วยยกกระชับผิว ลดริ้วรอย และปรับรูปหน้าให้เรียวสวย โดยปราศจากบาดแผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Thermage เหมาะกับใคร

เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ขาดความตึงกระชับ มีไขมันส่วนเกินสะสมบริเวณใบหน้า แก้ม คาง เหนียง ต้องการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด

Thermage ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง

  • ช่วยในเรื่องการยกกระชับใบหน้าที่หย่อนคล้อย เพิ่มความเรียบเนียน และช่วยให้กรอบหน้าชัดมากยิ่งขึ้น
  • ลดแก้มและเหนียง ปรับรูปหน้าให้เรียวเล็กลง
  • ช่วยยกหางตา คิ้ว และหนังตาที่ตก
  • ลดริ้วรอยรอบดวงตา ร่องแก้ม รอยย่นบนหน้าผาก และตีนกา
  • ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนที่ผิวหน้าและลำตัว เช่น ยกกระชับหน้าท้องในจุดที่หย่อนคล้อย กระชับช่วงแขนและลำตัว และยังสามารถช่วยลดเซลลูไลท์ที่สะสมได้อีกด้วย

ผลลัพธ์ของการทำ Thermage กี่วันถึงจะเห็นผล?

เมื่อทำเทอร์มาจจะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีหลังทำ โดยผิวจะกระชับขึ้น ริ้วรอยลดเลือนลง และผิวเรียบเนียนขึ้น หลังจากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่อง และจะค่อยๆ เห็นผลลัพธ์ชัดเจนขึ้นภายในระยะเวลา 3-6 เดือน ผลลัพธ์ของการทำเทอร์มาจนั้น จะสามารถอยู่ได้นานประมาณ 1-2 ปี และสามารถทำซ้ำได้ปีละ 1 ครั้ง

**ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับอายุ สภาพผิวดั้งเดิม การใช้ชีวิตประจำวัน และการดูแลผิวหลังทำ

Sofwave™ สุดยอดเทคโนโลยียกกระชับ ปรับผิวเรียบเนียน

เครื่อง Sofwave™ คือ เครื่องอัลตราซาวด์ที่ปล่อยคลื่นพลังงานความถี่สูง โดยจะส่งพลังงานคลื่นความร้อนกระจายลงสู่ผิวแบบแนวขนาน เป็นลักษณะออกมา 7 ส่วน ต่อการยิง 1 ครั้ง พลังงานคลื่นจะกระจายลงสู่ชั้นผิวหนังแท้ (Middle to Deep Demis) ที่ระดับความลึก 1.5 มิลลิเมตร ส่งผลทำให้เกิดการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินขึ้นมาใหม่เป็นจำนวนมาก จึงทำให้ผิวหน้ากระชับ ริ้วรอยลดเลือนลง ผิวเรียบเนียนขึ้น

Sofwave™ มีข้อดีอย่างไรบ้าง

  • ไม่ใช่การผ่าตัด ไม่มีบาดแผล ไม่ต้องพักฟื้น ปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง
  • เจ็บน้อย เพราะขณะทำทรีตเมนท์ จะมีความเย็นที่หัวยิงลงสู่ผิวพร้อมกับการส่งคลื่นอัลตร้าซาวด์เพื่อลดความเจ็บระหว่างทำ
  • ใช้เวลาในการทำน้อย เพียงประมาณ 30-45 นาทีเท่านั้น
  • เห็นผลทันทีหลังทำ เริ่มเห็นผลเปลี่ยนแปลงประมาณ 2-4 สัปดาห์ และจะเห็นผลดีที่สุดหลังทำประมาณ 3 เดือน
  • ทำ 1 ครั้งอยู่ได้นาน 6 -12 เดือน (ผลลัพธ์ขึ้นอยู่สภาพผิวของแต่ละบุคคล)

วิธีดูแลหลังทำ Sofwave™ 

  • อาจพบอาการบวมแดงได้เล็กน้อยในบริเวณที่ทำการรักษา และจะหายเป็นปกติในระยะเวลา 48-72 ชั่วโมง
  • ล้างทำความสะอาดใบหน้าด้วยน้ำเปล่าเท่านั้น
  • สามารถทาครีมบำรุง และครีมกันแดดได้ตามปกติ
  • หากมีอาการบวมแดง สามารถทำการประคบเย็นได้

PRP (Platelet-rich plasma) คืออะไร

Platelet-rich plasma (PRP) หมายถึง สารสกัดพลาสม่าจากเลือดของตัวเราเอง ที่มีความเข้มข้นของเกล็ดเลือดสูงกว่าระดับปกติ ซึ่งภายในจะประกอบไปด้วย Growth factor ที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตและการฟื้นฟูของเซลล์ต่างๆในร่างกายเรา

โดยหลังจากการเก็บเลือดจากผู้ป่วย เลือดจะถูกวางไว้ในเครื่องหมุนเหวี่ยงพิเศษเพื่อแยกเกล็ดเลือดออกเป็นรูปแบบของ PRP และจะถูกฉีดเข้าไปในบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ หรือบริเวณที่ต้องการจะกระตุ้นให้ฟื้นฟู เช่น เส้นผม ข้อเข่า หรือใบหน้าเป็นต้น

และเนื่องจาก PRP ผลิตขึ้นจากเลือดของผู้ป่วยเอง ดังนั้นส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะไม่พบอาการข้างเคียงที่อันตรายจากการรักษา อีกทั้งยังสามารถช่วยกระตุ้นกระบวนการรักษาและฟื้นฟูการเติบโตของเซลล์ได้อีกด้วย

PRP ช่วยเรื่องอะไรบ้าง?

  • ช่วยลดอาการบาดเจ็บและช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น

เนื่องจาก PRP มีประสิทธิภาพในการช่วยรักษา ลดปวด ลดการอักเสบ จึงสามารถช่วยลดอาการบาดเจ็บและช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นได้ ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหลังเรื้อรังของกลุ่มอาการ Office Syndrome หรือการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาที่อาจส่งผลต่อข้อต่อ เอ็น กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออ่อนอื่น ๆ ของร่างกาย

  • บรรเทาอาการปวดในภาวะเข่าเสื่อม Osteoarthrosis

ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่มีอาการปวดเข่าอย่างรุนแรงจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากการรักษาด้วย PRP เนื่องจาก ช่วยคืนความเข้มข้นของกรดไฮยาลูโรนิกในหัวเข่าและการกระตุ้นการฟื้นตัวของกระดูกอ่อนที่หุ้มข้อเข่า

  • รักษาผมร่วงแบบธรรมชาติ

PRP สามารถช่วยลดการเกิดผมร่วงและกระตุ้นรากผมให้เจริญเติบโตขึ้นใหม่ และยังช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของเซลล์จากแผลหลังผ่าตัดได้

  • ช่วยฟื้นฟู กระตุ้น ซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ

การทำ PRP Therapy ทำให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวใหม่ ฟื้นฟู กระตุ้น ซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ และเสริมสร้างผิวจากภายใน กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน อีลาสติน ที่เกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่นให้กับผิว และสร้างหลอดเลือดภายในผิวขึ้นมาใหม่ทำให้หน้าดูเปล่งปลั่งสุขภาพดีมากยิ่งขึ้น และช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้น

ใครที่ไม่เหมาะกับการทำ PRP (PLATELET  RICH  PLASMA)

แม้การทำ PRP (PLATELET  RICH  PLASMA)  จะมีประโยชน์มากในการฟื้นฟูและรักษาผิวหน้า แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่ควรเลี่ยงการทำ PRP เช่นกัน ได้แก่

  • กลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้ป่วยติดเชื้อ หรือผู้ที่มีโรคผิวหนังบางประเภท
  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์
  • ผู้ที่รับประทานยาสลายลิ่มเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด
  • ผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง หรือมีความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด
  • สำหรับผู้ที่กำลังป่วยอยู่ควรรักษาตัวให้หายดีก่อนทำ PRP Therapy เพราะอาจมีเชื้อโรคปะปนในกระแสเลือด

Placenta Therapy คืออะไร

พลาเซนต้า หรืออีกชื่อที่เราคุ้นเคยคือ รก ได้เริ่มถูกนำมาใช้ในวงการสุขภาพและเวชศาสตร์ชะลอวัยมากขึ้นในปัจจุบัน รกเป็นส่วนที่เชื่อมต่อจากสะดือ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ประกอบไปด้วยกรดอะมิโนหลายชนิดที่ใช้เลี้ยงดูตัวอ่อนให้เจริญเติบโต ทั้งยังมีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวอ่อนด้วยอีกด้วย

ทางด้านการแพทย์ปัจจุบันจึงได้มีการสกัดเป็ปไทด์ ที่สำคัญจากรกของเด็ก ผ่านกรรมวิธีในการแยกสารสำคัญออกมาเพื่อใช้ในการฟื้นฟูเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย พลาเซนต้าเปปไทด์สามารถกระตุ้นสเต็มเซลล์ได้มากกว่าสารอื่นๆ ได้ถึง 8 เท่า ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายผลัดเซลล์เก่าที่เสื่อมสภาพแล้วออกไป แล้วสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนที่ อันจะมีผลต่อเนื่องไปยังการทำงานของร่างกาย เพิ่มฮอร์โมน ระบบภูมิคุ้มกันต่างๆ และกระตุ้นให้สเต็มเซลล์เริ่มการทำงานในการซ่อมเเซมร่างกาย

ประโยชน์ของพลาเซ็นต้า

  • ปรับสมดุลของฮอร์โมนทั้งในเพศหญิงและเพศชาย ให้ทำงานเป็นปกติ รักษาสภาวะวัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือน (Menopause) และบรรเทาโรคเฉพาะสตรี เช่น อาการปวดประจำเดือน นอกจากนี้ ยังใช้บำบัดอาการวัยทองของผู้ชาย (Andropause) ที่มักเกิดหลังอายุ 60 ปี เช่น อารมณ์หงุดหงิดง่าย ใจน้อย อวัยวะเพศไม่แข็งตัว ขี้ลืม นอนไม่หลับ
  • กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ช่วยลดอาการอักเสบ ทำให้ร่างกายส่วนต่างๆ ได้รับโลหิต สารอาหาร และออกซิเจนเพิ่มขึ้น ผิวพรรณจะสดใส เต่งตึง ลดเลือนริ้วรอย
  • ลดอาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดในสมอง เช่น ไมเกรน เสียงหึ่งใบหู (Tinnitus) อาการวิงเวียนบ้านหมุน และทำให้การทำงานของระบบชีวเคมีในร่างกายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ปรับสมดุลของระบบภูมิต้านทาน บำบัดกลุ่มอาการของโรคภูมิเพี้ยน (Autoimmune Diseases) เช่น รูห์มาตอยด์ โรคลูปัส หรือโรคพุ่มพวง และกลุ่มภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น การใช้สเตียรอยด์ เอดส์ วัณโรค เคมีบำบัด และรังสีรักษา จะทำให้อาการแทรกซ้อนทุเลาขึ้น

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า