XTherma: The Art of Deep Skin Lifting & Collagen Remodeling

ปฏิวัติมิติใหม่ของการยกกระชับผิว ด้วยเทคโนโลยี Monopolar RF ที่เจ็บน้อยที่สุด โดย ทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านการยกกระชับ ที่ Holistique Wellness

Xtherma: เทคโนโลยียกกระชับที่ตอบโจทย์คนไข้

ในฐานะที่หมอเป็นวิทยากรแพทย์ผู้สอนการใช้เครื่อง Xtherma ให้กับแพทย์ท่านอื่น และได้สัมผัสกับเทคโนโลยียกกระชับมาหลากหลาย หมอต้องบอกว่า นวัตกรรมที่จะสามารถตอบโจทย์คนไข้ได้จริงๆ นั่นคือ ต้อง เห็นผลชัดเจน, เจ็บน้อยที่สุด, และไม่ต้องพักฟื้น

จากประสบการณ์ที่หมอดูแลคนไข้มานาน สิ่งที่คนไข้ส่วนใหญ่กังวลที่สุดเวลาทำเครื่องยกกระชับ โดยเฉพาะกลุ่มคลื่นวิทยุ (RF) ก็คือ “ความเจ็บ” ซึ่งหมอเข้าใจความกังวลนี้ดีที่สุด

วันนี้ หมอเลยอยากมาเล่าให้ฟังถึง Xtherma ซึ่งเป็นคลื่นลูกใหม่ที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ ด้วยเทคโนโลยี Monopolar RF (คลื่นวิทยุขั้วเดียว) ที่พัฒนาไปอีกขั้น เพื่อเป็นข้อมูลให้ทุกคนก่อนตัดสินใจย้อนเวลาให้ผิวกันนะคะ

Xtherma คืออะไร? 

Xtherma คือเทคโนโลยียกกระชับผิว (Skin Tightening & Lifting) ที่ส่งพลังงานคลื่นวิทยุ Monopolar RF ลงไปใต้ผิว ถึงชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นไขมันใต้ผิว (Subcutaneous Fat)

ความพิเศษอยู่ที่ “Smart Temperature Cooling” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เจ็บน้อยลง

ในอดีต เครื่อง Monopolar RF จะมีความร้อนที่ทำให้เจ็บ แต่ Xtherma มีระบบ Cooling ที่ทำงานประสาน (Synchronize) กับการปล่อยพลังงานอย่างแม่นยำ

  • ขณะปล่อยพลังงาน: ผิวชั้นบนจะถูกปกป้องด้วยความเย็น
  • ขณะที่พลังงานลงลึก: ความร้อนจะสะสมในชั้นผิวที่ 50-55 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดในการกระตุ้นคอลลาเจน
  • ผลลัพธ์: จึงเกิดการหดตัวของคอลลาเจนทันที (Immediate Tightening) และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในระยะยาว (Long-term Collagen Remodeling) โดยที่ผิวชั้นบนของเราไม่เป็นแผล

นี่คือเหตุผลที่ในฐานะแพทย์ที่ได้ใช้เครื่องยกกระชับมาหลายเครื่อง หมอจึงมั่นใจใน Xtherma ว่าเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์คนไข้ได้จริง


Q&A: คำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุด เกี่ยวกับ Xtherma

1. Xtherma เจ็บไหม?

จุดเด่นที่สุดของ Xtherma เมื่อเทียบกับ Monopolar RF รุ่นก่อนๆคือ เครื่องนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ “ความสบาย” ของคนไข้โดยเฉพาะ มีระบบ Cooling อัจฉริยะ ทำให้คนไข้จะรู้สึกเพียงอุ่นๆ สบายผิว อาจมีรู้สึกอุ่นร้อน บ้างในบริเวณที่ผิวบอบบาง แต่โดยรวมคือ “เจ็บน้อยกว่า” อย่างรู้สึกได้ชัดเจนค่ะ

2. Xtherma ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง?

หลักๆ คือการ “กระชับ” ผิวที่หย่อนคล้อย ไม่ว่าจะเป็นบริเวณแก้ม, ใต้คาง, ลำคอ, หรือรอบดวงตา ช่วยปรับกรอบหน้าให้คมชัดขึ้น (Jawline) เก็บหนียง รวมถึงช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิว ให้รูขุมขนกระชับขึ้น ผิวแน่นขึ้น และยังใช้กระชับสัดส่วนบริเวณลำตัว เช่น หน้าท้อง, ต้นขา หรือท้องแขนได้ด้วย

3. Xtherma เหมาะกับใคร?

  • คนที่รู้สึกกรอบหน้าไม่ชัด
  • มีเหนียง หรือความหย่อนคล้อยบริเวณคอ
  • รู้สึกแก้มตก ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก เริ่มชัดขึ้น
  • คุณแม่หลังคลอด หรือคนที่น้ำหนักลดแล้วผิวบริเวณลำตัวหย่อนคล้อย
  • คนที่อายุ 25+ แล้วรู้สึกผิวเริ่มไม่แน่นเหมือนเดิม ก็สามารถทำเพื่อป้องกันและกระตุ้นคอลลาเจนได้

4. ต้องทำบ่อยแค่ไหน? อยู่ได้นานไหม?

โดยทั่วไป หมอแนะนำให้ทำ เพียงปีละ 1-2 ครั้ง เท่านั้น ผลลัพธ์บางส่วนจะเห็นได้ทันทีหลังทำ และจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นต่อเนื่อง 1-3 เดือนหลังการรักษา โดยผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้นาน อย่างน้อย 6 เดือน ถึงปีครึ่ง ขึ้นอยู่กับการดูแลผิวและสภาพผิวของแต่ละคน

5. Xtherma ต่างจาก Ulthera หรือ Thermage ยังไง?

หมอขออธิบายให้เข้าใจง่ายแบบนี้ค่ะ

  • เทียบกับ Ulthera (กลุ่ม MFU-V): Ulthera ใช้คลื่นเสียง (Ultrasound) ยิงเป็นจุดๆ ลงลึกถึงชั้น SMAS (ชั้นพังผืด) จึงเด่นเรื่องการ “ยก” (Lifting) 
  • เทียบกับ Xtherma: เครื่องนี้ใช้คลื่นวิทยุ (RF) ที่ให้พลังงานเป็น “ก้อน” ในชั้นผิวหนังแท้ เด่นเรื่องการ “กระชับ” (Tightening) ให้ผิวแน่นขึ้น
  • เทียบกับ Thermage (กลุ่ม Monopolar RF รุ่นก่อน): Xtherma เป็นเทคโนโลยีกลุ่มเดียวกันที่พัฒนาต่อยอดมา โดยมีจุดเด่นที่ “เจ็บน้อยกว่า” และหัวทิปที่ใหญ่กว่า 20% ทำให้ส่งพลังงานได้ดีขึ้น

ในหลายเคส หมออาจแนะนำให้ทำ Xtherma ควบคู่กับหัตถการอื่น เช่น Ulthera หรือกลุ่ม Biostimulator เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในทุกมิติ ซึ่งต้องอาศัยการประเมินใบหน้าโดยแพทย์ค่ะ

6. ความรู้สึกระหว่างทำเป็นยังไง?

หมอจะควบคุมพลังงานให้คนไข้รู้สึก อุ่น (Deep Thermal) เป็นความอุ่นร้อนในระดับที่ทนได้ ไม่เจ็บ และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันทีหลังทำ ซึ่งจะมีการทายาชาก่อนทำประมาณ 1-2 ชั่วโมง

7. ข้อควรระวัง

ที่ Holistique Wellnes ความปลอดภัยสำคัญที่สุด หมอจึงไม่แนะนำให้ทำในกลุ่มนี้

  • ผู้ที่ใส่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker)
  • ผู้ที่มีโลหะฝังอยู่ในร่างกาย (metal plates or pins) ในบริเวณที่จะทำการรักษา
  • สตรีมีครรภ์
  • ผู้ที่มีการอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณผิวที่จะทำ

กรณีคนไข้เคยผ่าตัดโครงหน้า มีการใส่น็อตหรือแผ่นโลหะ ต้องแจ้งแพทย์ก่อนทำเสมอ

8. ต้องพักฟื้นไหม?

หลังทำอาจมีผิวแดงอมชมพูได้เล็กน้อย ซึ่งจะหายไปเองภายใน 1-2 ชั่วโมง สามารถแต่งหน้าและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ โดยที่ ไม่ต้องพักฟื้นค่ะ 

9. เมื่อไหร่ถึงจะเห็นผล?

  • เห็นผลบางส่วนหลังทำทันที จากการที่คอลลาเจนหดตัว
  • ผลจะค่อยๆ ชัดขึ้นที่ 2-3 เดือน เมื่อคอลลาเจนใหม่เริ่มสร้าง
  • และจะเห็นผลเต็มที่ที่ประมาณ 6 เดือน

ทำไมต้องเลือกทำ Xtherma ที่ Holistique Wellness

การมีเครื่องมือที่ดี เปรียบเสมือนการมีเครื่องดนตรีที่ดีที่สุด แต่เสียงดนตรีจะไพเราะเพียงใด ขึ้นอยู่กับ “ผู้เล่น” 

ที่ Holistique Wellnes, หมอในฐานะ “วิทยากร” (Speaker) ที่ได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในผุ้ที่อบรมการใช้ Xtherma ให้กับแพทย์ท่านอื่น เราจึงมีความเข้าใจในกายวิภาคและเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้ง

จุดเด่นของ การทำเครื่องยกกระชับที่ Holistique Wellness

วิเคราะห์ใบหน้าและชั้นผิว: แพทย์จะทำการวิเคราะห์ความหย่อนคล้อย โครงสร้าง และชั้นผิวของคุณอย่างละเอียดก่อนเริ่มการรักษา
ออกแบบ Customized Protocol: เราจะออกแบบแผนการรักษาเฉพาะคุณเท่านั้น โดยกำหนดปัจจัยสำคัญดังนี้:

  • ความลึกของพลังงาน (Depth Control): เพื่อให้พลังงานลงถึงชั้นผิวที่ต้องการกระตุ้นคอลลาเจนอย่างแท้จริง
  • ทิศทางเวกเตอร์การยก (Lifting Vector): การยิงพลังงานตามทิศทางที่เหมาะสมเพื่อดึงผิวให้ยกกระชับอย่างเป็นธรรมชาติ
  • จำนวนช็อตที่เหมาะสม: เพื่อให้ได้พลังงานสะสมใต้ผิวที่เพียงพอต่อการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงและผลลัพธ์ที่วัดได้
เราใช้พารามิเตอร์พลังงานที่ผ่านการศึกษาและปรับให้เหมาะกับสภาพผิวของชาวเอเชียโดยเฉพาะ เพื่อ:

  • ลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์
  • เน้นผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้จริง (Measurable Results) โดยยังคงความสวยงามที่เป็นธรรมชาติ

เราเน้นการออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ ดูดีขึ้นในแบบที่เป็นคุณ และปลอดภัยที่สุดค่ะ

บทความโดย พ.ญ. สรวลัย รักชาติ

𝐇𝐨𝐥𝐢𝐬𝐭𝐢𝐪𝐮𝐞 𝐖𝐞𝐥𝐥𝐧𝐞𝐬𝐬 @𝐂𝐞𝐧𝐭𝐫𝐚𝐥 𝐄𝐦𝐛𝐚𝐬𝐬𝐲 𝐅𝐥𝐨𝐨𝐫 𝟒
เวลาทำการ : เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 10:00 น. – 20:00 น.
_______________________
📌 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
📬 Facebook : Holistique Wellness
📲 Line OA : @Holistique
📮 IG : @holistique.wellness
📞 โทร : 065-324-9551

SYLFIRM X นวัตกรรมการรักษาด้วยคลื่นวิทยุแบบมีเข็มขนาดเล็ก radiofrequency (RF) microneedling system

SYLFIRM X คือ นวัตกรรมการรักษาด้วยคลื่นวิทยุแบบมีเข็มขนาดเล็ก หรือ radiofrequency (RF) microneedling system ที่มีการศึกษาวิจัยแล้วว่าสามารถรักษาปัญหาผิวต่างๆ ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เช่น ฝ้า รอยดำ(PIH) รอยแดง โรคหน้าแดง(rosacea) สิว รอยแผลเป็นจากสิว รูขุมขนกว้าง ริ้วรอย และผิวหย่อนคล้อย

Radiofrequency (RF) microneedling system คืออะไร

Radiofrequnecy (RF) microneedling system คือ เทคโนโลยที่ผสมผสานระหว่างคลื่นวิทยุ (RF) และการใช้เข็มขนาดเล็ก (microneedling) เข้าด้วยกัน  เป็นการเปลี่ยนคลื่นวิทยุเป็นพลังงานความร้อนแล้วส่งไปตามเข็มขนาดเล็กไปยังชั้นผิวหนัง    สามารถนำความร้อนที่สูงมากไปยังชั้นใต้ผิวหนังได้อย่างแม่นยำ   จึงสามารถกระตุ้นการสร้าง collagen และกระตุ้นการหลั่ง growth factor ที่ผิวหนังได้มาก   สามารถแก้ไขปัญหาริ้วรอยและความหย่อนคล้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ช่วยฟื้นฟูผิวให้มีความแข็งแรงมากขึ้น   ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์มากขึ้น

Sylfirm X ต่างจากเครื่องอื่นอย่างไร

SYLFIRM X เป็นนวัตกรรม RF microneedling system ที่ใช้เข็มขนาดเล็กที่ไม่ได้หุ้มฉนวน  ส่งพลังงานความร้อนในรูปแบบพิเศษที่ค้นพบโดย Dr. Jung Ju Na ผู้พัฒนานวัตกรรม SYLFIRM X เรียกว่า “Na effect” คือปล่อยความร้อนที่ปลายเข็มเป็นรูปหยดน้ำ  ทำให้เกิดความร้อนสูงที่ปลายเข็มและความร้อนจะค่อยๆลดลงเรื่อยๆเมื่อใกล้ผิวหนังชั้นบน  พลังงาน RF จึงสามารถกระจายได้ทั่ว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา โดยที่ไม่ทำลายผิวหนังชั้นนอก

จุดเด่นของ SYLFIRM X

  1. SYLFIRM X เป็นระบบ RF microneedling Dual Wave เครื่องแรกของโลก ซึ่งแตกต่างจากระบบ RF microneedling แบบเดิมที่มีเพียง continuous wave(CW) เท่านั้น โดย SYLFIRM X มีทั้ง continuous wave(CW) และ Pulsed wave(PW) ทำให้แพทย์สามารถรักษาเม็ดสีและหลอดเลือดที่ผิดปกติ เช่น ฝ้า รอยดำและรอยแดงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังสามารถใช้เพื่อฟื้นฟูผิวหนังให้แข็งแรงได้อีกด้วย
  • Continuous wave(CW) เหมาะสำหรับการฟื้นฟูผิว ยกกระชับผิว  ลดริ้วรอย และรักษาหลุมสิวและรอยแตกลาย
  • Pulsed wave(PW) เหมาะสำหรับการรักษาเม็ดสีและหลอดเลือดที่ผิดปกติ เช่น ฝ้า รอยดำและรอยแดง

นอกจากนี้ Dual Wave ยังแบ่งออกเป็น 8 โหมดที่แตกต่างกัน ซึ่งแพทย์สามารถเลือกใช้ได้ตามสภาพผิวและปัญหาของแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของการรักษาที่ดีที่สุด

  1. SYLFIRM X เป็นระบบ RF microneedling เพียงหนึ่งเดียวในโลกที่สามารถปรับระดับความลึกได้ตื้นที่สุดที่ 300(0.3 mm) ซึ่งเป็นระดับความลึกของชั้นหนังแท้ชั้นบน(papillary dermis) และชั้น basement membrane  ซึ่งเป็นบริเวณมีเม็ดสีและเส้นเลือดขนาดเล็กอยู่ และเป็นส่วนโครงสร้างที่สำคัญของผิวหนัง เครื่อง Sylfirm X จึงสามารถรักษาภาวะเม็ดสีและหลอดเลือดที่ผิดปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ผิวหนัง  ส่งผลให้สุขภาพผิวโดยรวมดีขึ้น
  2. SYLFIRM X มีการศึกษาวิจัยทางคลินิกรองรับ ทั้งการศึกษาวิจัยทางคลินิกที่เกี่ยวข้องกับ continuous wave และการศึกษาวิจัยทางคลินิกที่เกี่ยวข้องกับ pulsed wave

𝐇𝐨𝐥𝐢𝐬𝐭𝐢𝐪𝐮𝐞 𝐖𝐞𝐥𝐥𝐧𝐞𝐬𝐬 ทีมแพทย์ทุกท่านเรียนรู้และอัปเดตวิธีการรักษาใหม่ๆเสมอ เพื่อความเชี่ยวชาญในการดูแลรักษาอย่างดีที่สุด เราจะส่งต่อสุขภาพดีแบบองค์รวมด้วยการผสมสผานสามองค์ประกอบเข้าด้วยกันคือร่างกาย จิตใจ และฮอร์โมน รวมถึงศาสตร์ชะลอวัย และกายภาพบำบัดภายใต้การดูแล ในบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง ด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพในแต่ละแขนง

บทความโดย แพทย์หญิงวงศิยา เวียรศิลป์

ตจศัลยศาสตร์เฉพาะทางโรคผิวหนังและความงาม”

𝐇𝐨𝐥𝐢𝐬𝐭𝐢𝐪𝐮𝐞 𝐖𝐞𝐥𝐥𝐧𝐞𝐬𝐬 @𝐂𝐞𝐧𝐭𝐫𝐚𝐥 𝐄𝐦𝐛𝐚𝐬𝐬𝐲 𝐅𝐥𝐨𝐨𝐫 𝟒
เวลาทำการ : เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 10:00 น. – 20:00 น.
_______________________
📌 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
📬 Facebook : Holistique Wellness
📲 Line OA : @Holistique
📮 IG : @holistique.wellness
📞 โทร : 065-324-9551

ผลลัพธ์ด้วยการฉีด Radiesse เติมเต็มริ้วรอย ปรับรูปหน้า กระตุ้นการสร้าง Collagen และ Elastin

Radiesse คือ สารเติมเต็ม (Filling Substance) ชนิดหนึ่ง ที่มีส่วนประกอบหลักคือสาร Calcium Hydroxylapatite (CaHA) อยู่ในกลุ่มของ Biostimulator ซึ่งมีจุดเด่นพิเศษคือช่วยทั้งเรื่องกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน และเติมเต็มผิวคล้ายกลุ่ม HA filler

Radiesse : Calcium Hydroxylapatite (CaHA) อยู่ใน Sodium Carboxymethlcellulose (CMC) Gel Matrix
มี 2 ผลิตภัณฑ์ย่อย
Radiesse และ Radiesse Plus+ ซึ่งผสมยาชาไปในตัว

คุณสมบัติ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน, ฟื้นฟูโครงสร้างของผิว, เติมเต็มริ้วรอยร่องลึก / รอยพับ, ทำให้ผิวแข็งแรง, คืนความอ่อนเยาว์และยกกระชับให้กับผิวได้อย่างเป็นธรรมชาติ ใช้สำหรับแก้ไขริ้วรอยและรอยพับบนใบหน้าระดับปานกลางถึงรุนแรง

บริเวณที่นิยมฉีด Radiesse

  • ริ้วรอย / ร่องลึก บริเวณ ใบหน้า
  • ปรับรูปหน้า
  • ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก
  • ริ้วรอย เหนือริมฝีปากบน
  • รักษารอยแผลเป็น ที่เกิดจากปัญหาผิว เช่นสิว
  • การปรับรูปทรงของ กราม กรอบหน้า
  • ความเหี่ยวย่นบริเวณ คอ
  • ความเหี่ยวย่นบริเวณ หลังมือ
  • ความหย่อนคล้อยบริเวณ ท้องขา / ท้องแขน
  • บริเวณที่มี Cellulite เช่น บริเวณก้น สะโพก และต้นขา

Radiesse ให้ผลลัพธ์นานแค่ไหน?

หลังการฉีด Radiesse จะช่วยให้เส้นและริ้วรอยเรียบเนียนขึ้น ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติอยู่ได้นานเป็นปีหรือนานกว่านั้น

ใครบ้างที่ไม่ควรใช้ Radiesse?

  • บุคคลที่แพ้ส่วนประกอบใดๆของผลิตภัณฑ์
  • บุคคลที่มีประวัติการแพ้อย่างรุนแรง
  • บุคคลที่มีโรคเลือดออกง่าย
  • บุคคลที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

𝐇𝐨𝐥𝐢𝐬𝐭𝐢𝐪𝐮𝐞 𝐖𝐞𝐥𝐥𝐧𝐞𝐬𝐬 เราจะส่งต่อสุขภาพดีแบบองค์รวมด้วยการผสมสผานสามองค์ประกอบเข้าด้วยกันคือร่างกาย จิตใจ และฮอร์โมน รวมถึงศาสตร์ชะลอวัย และกายภาพบำบัดภายใต้การดูแล ในบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง ด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพในแต่ละแขนง

📍 𝐇𝐨𝐥𝐢𝐬𝐭𝐢𝐪𝐮𝐞 𝐖𝐞𝐥𝐥𝐧𝐞𝐬𝐬 @𝐂𝐞𝐧𝐭𝐫𝐚𝐥 𝐄𝐦𝐛𝐚𝐬𝐬𝐲 𝐅𝐥𝐨𝐨𝐫 𝟒
เวลาทำการ : เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 10:00 น. – 20:00 น.
_______________________
📌 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
📬 Facebook : Holistique Wellness
📲 Line OA : @Holistique
📮 IG : @holistique.wellness
📞 โทร : 065-324-9551

รู้ก่อนใคร! นวัตกรรมใหม่ “Autologous Fibroblasts” ปลูกถ่ายเซลล์ไฟโบรบลาสต์ เพื่อรักษาริ้วรอยบนใบหน้าให้สวยอย่างปลอดภัย

นวัตกรรมการฉีดสารเติมเต็มถูกพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งและเป็นที่แพร่หลาย จึงเกิดประเด็นเกี่ยวกับการทำหัตถการความงามที่อาจเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงและสำคัญ นั่นคือ การอุดตันของเส้นเลือด หรือการเพิ่มความดันรอบเส้นเลือดจนเกิดการอุดตัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้รับการรักษา นำมาสู่การผลิตงานวิจัยชิ้นสำคัญที่จะเปลี่ยนวงการการรักษาริ้วรอย ด้วยเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเซลล์ไฟโบรบลาสต์ของผู้รับบริการซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยง ลดอาการแพ้ ไม่เป็นอันตรายกับร่างกาย และลดโอกาสการฉีดสารเติมเต็มเข้าเส้นเลือดอีกด้วย

จากการศึกษาพบว่า เซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดริ้วรอยคือ เซลล์ชั้นหนังแท้ หรือเรียกว่าเซลล์ชนิด เดอมอลไฟโบรบลาสต์ (Dermal Fibroblasts) ซึ่งเป็นเซลล์สำคัญในการผลิตคอลลาเจน ที่ช่วยพยุงโครงสร้างเซลล์ส่งผลให้ผิวหนังแข็งแรง เซลล์ผิวหนังทั้งชนิดที่อยู่ที่ชั้นหนังกำพร้าและ Dermal Fibroblasts สามารถหลั่งสารชีวโมเลกุลที่ช่วยชะลอความเสื่อมสภาพของเซลล์ข้างเคียง ทำให้เซลล์ซ่อมแซมตัวเองได้ในระดับโมเลกุล ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกของยีนที่ควบคุมการสร้างคอลลาเจน และกลไกต่างๆ เช่น การยับยั้งภาวะอักเสบ ภาวะเครียดของเซลล์ เป็นต้น จากผลการวิจัยในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา พบว่าเซลล์ไฟโบรบลาสต์สามารถคงอยู่ในชั้นผิวหนังได้นานอย่างน้อย 1 ปีโดยที่ประสิทธิภาพการทำงานเท่าเดิม 

เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเซลล์ไฟโบรบลาสต์ของผู้รับบริการเพื่อทดแทนการฉีดสารเติมเต็มจึงเป็นทางเลือกใหม่ ให้ผู้รับบริการแทนการฉีดสารเติมเต็ม (Hyaluronic Acid filler) ที่มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงและต้องฉีดกระตุ้นบ่อยครั้ง ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นกับสภาพผิวของผู้รับบริการ

ความแตกต่างระหว่าง Dermal Fibroblast และ Hyaluronic Acid filler

Hyaluronic Acid filler

• เป็นสารสังเคราะห์ขึ้นเพื่อทดแทน Hyaluronic Acid ที่มีตามธรรมชาติ

• ใช้ฉีดเพื่อเติมเต็มริ้วรอย และร่องลึกตามจุดต่างๆ ในใบหน้าแบบชั่วคราว

• ผลลัพธ์อยู่ได้ 4-24 เดือนขึ้นอยู่กับชนิดของ fillers

• ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะดูไม่ธรรมชาติ ขึ้นกับเทคนิคการฉีด

• มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้

Dermal Fibroblast

• เป็นเซลล์สำคัญในการผลิตคอลลาเจน ที่ช่วยพยุงโครงสร้างเซลล์ ส่งผลให้ผิวหนังแข็งแรง

• ช่วยชะลอความเสื่อมสภาพของเซลล์ ส่งผลให้เซลล์กลับมาอ่อนเยาว์และแข็งแรงมากขึ้น

• ปลอดภัยและมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงต่ำ

• ผลลัพธ์อยู่ได้นานและดูเป็นธรรมชาติ

การฉีด Dermal fibroblast เพื่อย้อนอายุผิว จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและให้ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว ลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงเมื่อเทียบกับหัตถการอื่นๆ เนื่องจากเป็นการนำเซลล์ผิวชนิด fibroblast ของผู้ที่รับการรักษามาใช้ในการฉีดทดแทนสารเติมเต็มชนิดอื่น

ทั้งนี้ “ศิริราช” เป็นผู้ค้นพบนวัตกรรมใหม่ ปลูกถ่ายเซลล์ไฟโบรบลาสต์ ครั้งแรกของเอเชีย และได้ส่งต่อเทคโนโลยีให้กับ บริษัท เซลแทค จำกัด โดยทีมแพทย์ของ Holistique Wellness ได้อัปเดตเทคโนโลยีใหม่ๆอย่างต่อเนื่องก่อนใคร เพื่อที่จะรักษาคนไข้อย่างตอบโจทย์และตรงจุด รวมถึงเป็นคลินิกแรกที่ได้มาดูเทคนิคการเพาะเลี้ยงเซลล์ไฟโบรบลาสต์โดยเฉพาะและได้เรียนรู้เทคนิคการฉีดกับ ศ.ดร.พญ. รังสิมา วณิชภักดีเดชา ผู้เป็นส่วนหนึ่งของการค้นพบนวัตกรรม การปลูกถ่ายเซลล์ไฟโบรบลาสต์

Autologous Fibroblast ทางเลือกสำหรับการรักษาด้วยเซลล์บำบัด ปลอดภัยเพราะเป็นเซลล์ของตัวเอง มาตรฐานสูงด้วยแล็บเพาะเลี้ยงเซลล์ที่มีคุณภาพและได้รับสิทธิบัตรเทคโนโลยีจาก”ศิริราช”


📍 𝐇𝐨𝐥𝐢𝐬𝐭𝐢𝐪𝐮𝐞 𝐖𝐞𝐥𝐥𝐧𝐞𝐬𝐬 @𝐂𝐞𝐧𝐭𝐫𝐚𝐥 𝐄𝐦𝐛𝐚𝐬𝐬𝐲 𝐅𝐥𝐨𝐨𝐫 𝟒
เวลาทำการ : เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 10:00 น. – 20:00 น.
_______________________
📌 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
📬 Facebook : Holistique Wellness
📲 Line OA : @Holistique
📮 IG : @holistique.wellness
📞 โทร : 065-324-9551

Sculptra at Holistique by Trainer แพทย์ผู้สอนฉีด

คืนพลังให้ผิวอ่อนเยาว์ ด้วย Sculptra- Collagen Biostmulator ตัวแรกของโลกที่ได้รับการรับรองจาก US FDA และ อ.ย.แห่งประเทศไทย

Sculptra คืออะไร?

Sculptra คือ อนุภาคของกรด Poly-L-Lactic (PLLA) จัดอยู่ในกลุ่ม Collagen Biostimulator เป็นสารฉีดกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนของตัวเราเองตามกระบวนการธรรมชาติ ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิว โดยทำให้ผิวแน่นอิ่มฟู ยกกระชับบริเวณผิวหย่อนคล้อย ปรับปรุงคุณภาพผิวให้ดียิ่งขึ้น Sculptra เป็น collagen stimulator ตัวแรกของโลกและเป็นตัวเดียวที่ผ่านการรับรองจาก US FDA ทำให้มั่นใจได้ว่ามีความปลอดภัยสูง และผลลัพธ์ที่ได้ก็ดูเป็นธรรมชาติแบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงไม่มีผลหรืออาการข้างเคียงใดๆ ให้เป็นกังวล

คอลลาเจนคืออะไร

มีทั้งหมดกี่ชนิดแต่ละชนิดมีความแตกต่างหรือสำคัญอย่างไรบ้าง?

คอลลาเจน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบหลักของผิวหนัง โดยมีสัดส่วนสูงถึง 80% เป็นโครงสร้างสำคัญของเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผิวหนังกระดูก กล้ามเนื้อ เล็บ เอ็น และข้อ เป็นต้น โดยในร่างกายคนเรามีคอลลาเจนหลากหลายชนิด ซึ่งชนิดที่สำคัญและเราสามารถพบได้บ่อยมีด้วยกัน 3 ชนิด

1. คอลลาเจน Type1 เป็นชนิดที่พบได้มากที่สุดในร่างกายพบมากอยู่ในผิวหนังและเส้นเอ็นมีความแข็งแรงและยืดหยุ่นสูง

2. คอลลาเจน Type2 ที่เป็นเส้นใยที่หลวมกว่า Type1พบมากอยู่ในกระดูกและข้อต่อ

3. คอลลาเจน Type3 wบมากอยู่ในผิวหนังและหลอดเลือด แต่ไม่แข็งแรงเท่ากับคอลลาเจน Type1

กระบวนการสร้างคอลลาเจนในร่างกายจะเริ่มลดลง ตั้งแต่อายุ 25 ปี เมื่อคอลลาเจนในผิวจะยิ่งเริ่มลดน้อยลง จึงทำให้สังเกตเห็นได้ชัดว่าผิวมีความไม่กระชับ หย่อนคล้อย และยิ่งโครงการกระดูกใบหน้าจะยุบลงตามอายุ กก็ยิ่งส่งผลให้ใบหน้าหย่อนคล้อยยิ่งขึ้น

Sculptra มีกระบวนการทำงานอย่างไร ?

  • Sculptra ถูกผสมด้วย sterile water ถูกฉีดในผิวหนังชั้นลึก Subcutaneous
  • ผิวจะดูเติมเต็มทันทีหลังการฉีด Sculptra เนื่องจากปริมาตรน้ำที่ฉีดเข้าไป
  • หลังจากฉีด 2-3 วัน น้ำและส่วนประกอบต่างๆ จะถูกดูดซึม
  • เข้าสู่ร่างกาย โดยจะเหลือเพียงแค่อนุภาคของ Sculptra ทำให้อาจจะเห็นร่องลึก ริ้วรอยกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
  • อย่างไรก็ตาม Sculptra จะเริ่มกระตุ้นผ่านระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยดึงเซลล์Macrophages มาล้อมรอบอนุภาคของ Sculptra จำนวนมาก และมีการส่งสัญญาณให้เซลล์ Fibroblast เข้ามารวมตัวกันมากขึ้น
  • Fibroblast เป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่สร้างเส้นใยคอลลาเจนซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของโครงสร้างผิวหนัง จึงทำให้ผิวมีความแข็งแรง และกระชับ
  • เมื่อเวลาผ่านไป, อนุภาคของ Sculptra จะค่อยๆหายไปเหลือเพียงเส้นใยคอลลาเจนที่มาสะสมแทน และฟื้นฟูความแข็งแรงโครงสร้างผิวหนังในระยะยาว
  • ช่วยยกกระชับใบหน้าและฟื้นฟูคุณภาพผิวยาวนาน 25 เดือน (เป็นการกระตุ้นและการสร้างคอลลาเจน Type 1 Sculptra สามารถฟื้นฟูสภาพผิวที่หย่อนคล้อยขาด Volume ช่วยทำให้ผิวกลับมาอ่อนเยาว์มากขึ้น)

Sculptra เป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับใครหรือผู้ที่มีปัญหาผิวแบบไหน?

Sculptra เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ไม่กระชับ มีริ้วรอยที่เห็นได้ชัดซึ่งเกิดขึ้นตามวัย เพราะ Sculptra เป็นอนุภาคของกรด Poly-L-Lactic (PLLA-SCA) ที่เมื่อฉีดเข้าไปในร่างกายแล้วจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการผลิตคอลลาเจนธรรมชาติของตัวเองให้เพิ่มมากขึ้นรวมถึงฟื้นฟูโครงสร้างภายในชั้นลึกของผิวเพื่อให้ผิวมีความแข็งแรงขึ้น ทำให้ผิวดูยกกระชับขึ้น ผิวดูแน่นอิ่มฟู และช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิวพร้อมปรับปรุงคุณภาพของผิวให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งถือว่าSculptra ตอบโจทย์ของคนกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเหมาะมากๆกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์จากการฉีดที่ยาวนาน

เพราะจากการวิจัยพบว่า Sculptra สามารถให้ผลลัพธ์ที่อยู่ได้ยาวนานถึง 2 ปี ซึ่งก็เป็นที่พึงพอใจกับคนไข้ที่ฉีดไปเป็นอย่างมาก

วิธีการเตรียมตัวก่อนที่จะมารักษาด้วย Sculptra

การเตรียมตัวก่อนจะมาทำการรักษาคงจะคล้ายๆกับการรักษาแบบอื่นๆ ทั่วไป คือต้องไม่ฉีดหรือทำการรักษาหน้าด้วยหัตถการตัวอื่นๆ มาก่อนประมาณ 2 – 4 อาทิตย์ รวมถึงควรหยุดการใช้ยาแก้ปวด กลุ่มยาแอสไพริน อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการฉีดเพื่อป้องการอาการพกช้ำ รวมถึงงดวิตามิที่ทำให้เลือดหยุดไหลยากเช่น วิตามินอี น้ำมันปลา เป็นต้น เป็นเวลา 2 สัปดาห์งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1-3 วัน ก่อนการฉีด ดูแลสุขภาพร่างกายอยู่ในสภาพปกติแข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรงและไม่ได้อยู่ในภาวะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรอยู่

ผู้ที่ฉีด Sculptra ควรจะต้องทำการรักษากี่ครั้งที่จะเห็นผลลัพธ์สามารถทำต่อเนื่องกันได้หรือไม่ และต้องเว้นระยะห่างกันนานกี่สัปดาห์ ?

ผลลัพธ์หลังการฉีด Sculptra จะค่อยๆเนผลที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงหลังจากการฉีดประมาณ 2 – 3 สัปดาห์เป็นต้นไป โดยตามผลการวิจัย Sculptra จะสามารถกระตุ้นให้เกิดการผลิต Collagen type1 สูงถึง 66.5% หลังจากฉีดไปแล้ว 3 เดือน ซึ่ง collagen type1 เป็นคอลลาเจนตัวที่ผิวของเราต้องการมากที่สุดด้วยโดยทั่วไปควรจะทำการฉีด 2 – 3 ครั้ง โดยเว้นระยะในทุกๆ 4 – 6 สัปดาห์ เพื่อผลลัพธ์ที่คงอยู่ยาวนานและให้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น

หลังการรักษาด้วย Sculptraมีผลข้างเคียงอะไรบ้างที่ต้องเป็นกังวลและมีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน?

อาการทั่วไปหลังการฉีดในช่วง 1-2 วันแรกแล้วจะหายไปเองจะมีเพียงอาการบวม แดง ช้ำหรือมีอาการปวดเล็กน้อย ผลข้างเคียงอื่นๆ ส่วนมากก็จะไม่ได้รุนแรงอะไร แต่หากหลังจากฉีดไปแล้วอาจจะมีคลำเจอตุ่มนูนหรือก้อนเล็กๆใต้ผิวหนังก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะสามารถทำตามที่คุณหมอแนะนำคือให้เน้นนวดบริเวณที่ฉีด Sculptra มา เพื่อให้อนุภาคของสารที่ฉีดไปไม่เกาะกลุ่มกันเป็นก้อน นอกจากนี้ Sculptraยังสามารถสลายไปได้เองตามธรรมชาติโดยไม่ตกค้างในร่างกาย และSculptra ยังถือเป็น collagen biostimlator ตัวแรกของโลกและตัวเดียวที่ผ่านการรับรองจาก US-FDA ยิ่งเป็นการตอกย้ำความมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัยต่อร่างกายของคนไข้ได้เป็นอย่างดี

การดูแลหลังการรักษา : 

  • สามารถล้างหน้า แต่งหน้าได้ หลังฉีด 2-3 ชั่วโมง 
  • ใน 24 ชั่วโมงแรกหลังการรักษา ให้ประคบเย็น เพื่อลดอาการปวด บวมช้ำ
  • ใน 24 ชั่วโมงแรก งดออกกำลังกายหนัก งดซาวน่า และงดออกแดดจัด
  • หลักการแบบ Triple5 เพื่อให้อนุภาคสาร PLLA กระจายตัวไปทั่วบริเวณใบหน้า และไปช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในบริเวณที่เราต้องการ ซึ่งจะต้องทำการนวดครั้งละ 5 นาที 5 ครั้งต่อวัน เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 5 วัน ง่ายๆ แต่ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น
  • รับประทานวิตามินซีอย่างน้อยวันละ 1,000 มิลลิกรัม ในช่วง 3 เดือนแรก

คืนพลังให้ผิวอ่อนเยาว์ ด้วย Sculptra- Collagen Biostmulator ตัวแรกของโลกที่ได้รับการรับรองจาก US FDA และ อ.ย.แห่งประเทศไทย

รับสิทธิพิเศษก่อนใครได้ที่ Holistique Wellness

✔️ ให้การรักษาโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ Trainer ผู้ฝึกสอนการฉีด Sculptra ของประเทศไทย 👩🏻‍⚕️

✔️ 1 ใน 100 คลินิกแรกในประเทศไทย ✨

📍 𝐇𝐨𝐥𝐢𝐬𝐭𝐢𝐪𝐮𝐞 𝐖𝐞𝐥𝐥𝐧𝐞𝐬𝐬 @𝐂𝐞𝐧𝐭𝐫𝐚𝐥 𝐄𝐦𝐛𝐚𝐬𝐬𝐲 𝐅𝐥𝐨𝐨𝐫 𝟒
เวลาทำการ : เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 10:00 น. – 20:00 น.
_______________________
📌 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
📬 Facebook : Holistique Wellness
📲 Line OA : @Holistique
📮 IG : @holistique.wellness
📞 โทร : 065-324-9551

ออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) คืออะไร?

ออฟฟิศซินโดรม หรือกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (Myofascial pain syndrome) คือ อาการปวดจากการใช้งานของกล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เช่นการนั่งทำงานต่อเนื่องกับคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้ปรับเปลี่ยนท่าทางหรืออริยาบทเป็นเวลานาน จนทำให้เกิดอาการปวดสะสมและกลายเป็นปวดเรื้อรังในที่สุด

อาการออฟฟิศซินโดรมที่พบบ่อย

1.ปวดตา สายตาเบลอ ตาพร่า

สาเหตุอาการปวดตา สายตาเบลอ ตาพร่า ได้แก่การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ใช้สายตาหนักเป็นเวลานานจนเกินไป ตาล้า ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตา สายตาพร่า หรืออาจมองเห็นภาพซ้อนได้จนไม่สามารถทำงานต่อได้

2.ปวดศีรษะ

อาการปวดศีรษะจากออฟฟิศซินโดรม มึนหัว ปวดหัว เกิดจากการลุกลามของอาการปวดคอ บ่า ไหล่ ที่ทำให้กล้ามเนื้อตึงจนไม่สามารถไหลไปเลี้ยงส่วนหัวได้ตามปกติ จนเกิดเป็นอาการปวดศีรษะ หากอาการรุนแรงมีความเสี่ยงที่จะเกิดไมเกรนได้

3.ปวดหลัง คอ บ่า ไหล่

อาการปวดคอ ปวดบ่า ปวดไหล่ อาการเหล่านี้เกิดจากการนั่งในท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน เกร็งตัว ก้มหรือเงยบ่อยจนเกินไป ไม่มีการเคลื่อนไหวระหว่างวันเท่าที่ควร เป็นเหตุให้กล้ามเนื้อตึงเครียดจนปวดหลัง คอ บ่า ไหล่ได้

4.ปวดขา เหน็บชา

การนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานานจะทำให้เส้นเลือดดำถูกกดทับและส่งผลให้เลือดไหลเวียนผิดปกติจนเกิดอาการเหน็บชา ปวดขาได้ง่าย

ออฟฟิศซินโดรมรักษาได้อย่างไร

การรักษากลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมด้วยวิธีต่างๆ นั้นเป็นเพียงการรักษาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด เป็นการรักษาอาการกล้ามเนื้ออักเสบหรือรักษาพังผืดในกล้ามเนื้อ วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน ท่านั่ง ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

สารเติมเต็ม ( ฟิลเลอร์ Fillers) คืออะไร?

ในปัจจุบันการใช้ Filler (ฟิลเลอร์) หรือสารเติมเต็มเป็นที่นิยมใช้เพิ่มขึ้นมากในปัจจุบัน  เพื่อเพิ่มปริมาตรของใบหน้า ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ หรือเพื่อลดริ้วรอยบนใบหน้าชนิดที่เป็นร่องลึก แม้ในขณะที่ผู้ป่วยไม่ได้แสดงสีหน้า (static lines) ในอดีตเคยมีการใช้ไขมันของผู้ป่วยเองเป็นสารเติมเต็ม ฉีดเข้าไปในบริเวณที่ต้องการเพิ่มปริมาตร แต่วิธีนี้ยังมีผลข้างเคียงและต้องใช้เวลาในการพักรักษานาน จึงได้มีการนำคอลลาเจนจากคน และจากสัตว์ เช่น วัว หรือ หมู มาใช้ แต่ยังมีปัญหาเรื่องผลข้างเคียงจากการแพ้โปรตีนจากสัตว์อยู่  ต่อมามีการพัฒนาสารเติมเต็มซึ่งทำจากกรดไฮยาลูโรนิก(hyaluronic acid) มาใช้ และสารชนิดนี้เป็นที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากกรดไฮยาลูโรนิกเป็นสารที่มีคุณสมบัติเฉื่อย ไม่ทำให้เกิดการแพ้ มีความคงตัว และอยู่ในร่างกายได้เป็นเวลานาน อีกทั้งยังสามารถทำให้เสื่อมสลายไปได้ในกรณีที่เกิดผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยเอ็นไซม์ไฮยาลูโรนิเดส (hyarulonidase) แต่เดิมกรดไฮยาลูโรนิกที่ใช้เพื่อเป็นสารเติมเต็มนั้นได้มาจากสัตว์ เช่น ไก่ ดังนั้นเมื่อจะนำมาใช้สำหรับการรักษา จะต้องทำการทดสอบภูมิแพ้ที่ผิวหนังก่อนการใช้ ระยะหลังจึงมีการสังเคราะห์กรดไฮยาลูโรนิกที่เป็น biocompatible non-animal stabilized hyaluronic acid (NASHA) ขึ้นมา และสารชนิดนี้เป็นที่นิยมใช้มากที่สุดในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะมีการสังเคราะห์สารเติมเต็มที่สามารถคงอยู่ในร่างกายได้นานขึ้น ซึ่งเป็นการใช้สารพวก calcium hydroxyapatite, ซิลิโคน, polymethylmethacrylate (PMMA), และสารอื่น ๆ ขึ้นมาก็ตาม สารเหล่านี้ก็ยังไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากต้องใช้เทคนิคการฉีดที่ยากกว่า และเกิดผลข้างเคียงมากกว่าการใช้กรดไฮยาลูโรนิก ในประเทศไทยมีเพียงกรดไฮยาลูโรนิกเท่านั้นที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาให้ใช้เป็นสารเติมเต็มเพื่อทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์

คุณสมบัติกรดไฮยาลูโรนิกที่ใช้เป็นสารเติมเต็มจะขึ้นอยู่กับความเข้มข้น ขนาดโมเลกุล ปริมาณของ cross-linking สารที่ใช้เพื่อทำให้เกิด cross-linking และความแข็งของสาร โดยทั่วไปถ้ามีปริมาณของ cross-linking มาก ก็จะทำให้สารมีความแข็งตัวมากขึ้น และสามารถคงอยู่ในร่างกายได้นานขึ้น สารที่มีขนาดของโมเลกุลเล็กจะเหมาะกับการใช้รักษาริ้วรอยตื้น ๆ และคงอยู่ในร่างกายได้นานประมาณ 6 เดือน ในขณะที่สารที่มีขนาดของโมเลกุลใหญ่จะใช้สำหรับการเพิ่มปริมาตรของใบหน้า และการรักษาริ้วรอยหรือร่องขนาดลึก ซึ่งจะคงอยู่ในร่างกายได้นาน 6-12 เดือน ริ้วรอยที่นิยมใช้การฉีดสารเติมเต็มเพื่อรักษา เช่น รอยย่นบริเวณหว่างคิ้ว รอยตีนกา และรอยย่นบนหน้าผาก สารเติมเต็มยังสามารถเพิ่มปริมาตรของใบหน้าบริเวณแก้ม ร่องแก้ม และบริเวณอื่น ๆ ได้ด้วย

ขั้นตอนและเทคนิคการฉีดฟิลเลอร์ Filler

ก่อนการฉีดสารเติมเต็มฟิลเลอร์ บนใบหน้าอาจใช้ยาชาชนิดทา ใช้น้ำแข็งประคบ หรือการฉีดยาชา เพื่อลดอาการเจ็บปวดระหว่างการรักษา เทคนิคการฉีดมีหลายวิธี แต่ที่นิยมใช้มี 2 วิธี คือ linear threading สำหรับริ้วรอยที่เป็นเส้นตรง และ fanning สำหรับบริเวณที่ต้องการเพิ่มปริมาตร ขณะฉีดควรฉีดสารทีละน้อยและทำอย่างช้า ๆ เพื่อลดการเจ็บปวดระหว่างการฉีด และลดการช้ำหลังการฉีด ไม่ควรฉีดสารเติมเต็มในบริเวณผิวหนังชั้นตื้น ๆ เนื่องจากจะทำให้เห็นสารเติมเต็มก้อนสีน้ำเงินใต้ผิวหนัง ภายหลังการฉีดควรจะนวดบริเวณที่ฉีดเบา ๆ เพื่อลดการจับตัวเป็นก้อนของสารเติมเต็มฟิลเลอร์ที่ฉีดเข้าไป และการใช้น้ำแข็งประคบภายหลังการฉีดจะช่วยลดการอาการปวดและบวมได้

ผลข้างเคียงที่ร้ายแรงที่สุดของการฉีดสารเติมเต็มบนใบหน้าคือ ตาบอด หรือการเกิดเนื้อตายบริเวณที่ฉีด เมื่อฉีดกรดไฮยาลูโรนิกเข้าไปในเส้นเลือดบริเวณที่ทำการรักษา การเกิดเนื้อตายนี้อาจเกิดจากการอุดตันของเส้นเลือดโดยตรง หรือเกิดจากการเพิ่มความดันรอบ ๆ หลอดเลือดและส่งผลให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดก็ได้ ซึ่งตำแหน่งที่เกิดผลข้างเคียงเช่นนี้ พบได้บ่อยที่สุดบริเวณรอยย่นระหว่างคิ้ว โดยขณะที่ฉีดจะพบว่าผิวหนังบริเวณที่ฉีดสารเติมเต็มจะเปลี่ยนสีเป็นสีขาว (blanching) และเปลี่ยนเป็นสีม่วงตามมา ผู้ป่วยจะมีอาการปวดอย่างรุนแรง การรักษาควรทำทันทีด้วยการหยุดฉีดสารเติมเต็มนั้น พยายามดูดสารเติมเต็มที่ฉีดเข้าไปออกมาถ้าทำได้ นวดบริเวณที่ฉีดเพื่อกระจายและลดการจับตัวเป็นก้อนของสารเติมเต็ม ฉีดเอ็นไซม์ไฮยาลูโรนิเดส เพื่อให้กรดไฮยาลูโรนิกสลายตัว การประคบอุ่น และใช้ 2% nitroglycerine paste ปิดบริเวณที่ฉีดจะช่วยทำให้เส้นเลือดขยายตัว และลดภาวะเนื้อตายได้

* ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

โปรแกรมตรวจสุขภาพองค์รวม

“การตรวจสุขภาพ” คือ พื้นฐานการดูแลคุณภาพชีวิตให้ดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน แข็งแรง แต่หลายคนกลับยังไม่เข้าใจว่า เราต้องตรวจอะไร ตรวจทำไม ควรตรวจตอนไหน เพราะถ้าเปรียบร่างกายเป็นรถยนต์ การตรวจสุขภาพก็เสมือนการตรวจสภาพเครื่องยนต์ทุกปี เพื่อให้รถยนต์ของเราได้รับการบำรุงรักษาอย่างถูกวิธีและใช้งานต่อไปได้อีกนานๆ นั่นเอง

นอกจากนี้เรื่องของสุขภาพ ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเราเองเท่านั้น แต่ยังโยงหรือส่งผลกระทบไปถึงคนรอบตัวเรา เช่น คนรัก พ่อแม่ ลูก รวมไปถึงหน้าที่การงาน ดังนั้นการตรวจสุขภาพ จึงเสมือนการรับผิดชอบต่อตัวเองเพื่อไม่ให้คนรอบข้างต้องกังวลกับปัญหาสุขภาพที่ไม่แน่นอน

โปรแกรมตรวจสุขภาพองค์รวม ครอบคลุมการตรวจสุขภาพพื้นฐานรวมถึงสารบ่งชี้การอักเสบต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญจะวิเคราะห์ผลตรวจและให้คำปรึกษารวมถึงการแนะนำแนวทางดูแลสุขภาพแบบองค์รวม พร้อมทั้งช่วยวางแผนโปรแกรมการฟื้นฟู ดูแล และป้องกันการเกิดโรคในอนาคตเฉพาะบุคคลให้อีกด้วย

การเตรียมตัวตรวจสุขภาพ

Refrain from eating for 8 – 12 hours (drinking water of normal amount is allowed in case of blood sugar test or by the order of the doctor)

Refrain from eating for 6 hours in case of the ultrasound test

Wear the clothes that are easy for arm foldable joint venipuncture

Sleep and rest at least 6-8 hours

ตรวจสุขภาพ การตรวจสุขภาพสำหรับกลุ่มบุคคลทั่วไป

การตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง (Food IgG Test)

ภาวะภูมิแพ้อาหารแฝง คืออะไร

ภูมิแพ้อาหารแฝงจะต่างจากภูมิแพ้อาหารทั่วไป หรือแพ้อาหารเฉียบพลัน ซึ่งเป็นการแพ้ที่เกิดจากการกระตุ้น antibody ชนิด IgE (Immunoglobulin E) ทำให้เกิดการหลังฮิสตามีน จึงเกิดอาการผิดปกติที่เห็นได้ชัดแบบทันทีหรือไม่นานหลังจากรับประทานอาหารที่แพ้ เช่น ผื่น แดง บวม คัน หายใจลำบาก หรือปากบวม ตาบวม อาการเหล่านี้ทำให้ผู้ที่แพ้มักจะรู้ตัวว่าแพ้อาหารอะไร เพราะอาการมักปรากฎชัดเจนทุกครั้งที่รับประทานนั้น ๆ และสามารถหลีกการรับประทานอาหารชนิดนั้น ๆ ได้

IgG ย่อมาจาก Immunoglubulin G เป็นสารภูมิคุ้มกันที่เม็ดเลือดขาวสร้างขึ้น IgG บางชนิดอยู่ในร่างกายเราทั้งชีวิต แต่บางชนิดหายไปเมื่อเวลาผ่านไป การแพ้อาหารแบบ IgG จึงสามารถหายได้ (แต่บางชนิดก็เป็นตลอดชีวิตได้เช่นกัน)

ตัวอย่างอาการที่เกิดจากภาวะภูมิแพ้อาหารแฝง

  • ปวดท้อง ท้องเสีย ลำไส้แปรปรวนหรือระคายเคือง
  • ปวดศีรษะเรื้อรัง ไมเกรน
  • คัดจมูก น้ำมูกไหลเรื้อรัง
  • สิวเรื้อรัง
  • ผื่นคัน ผื่นลมพิษเรื้อรังไม่ทราบสาเหตุ

ตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง (Food Intolerance Test)

การตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง คือการตรวจหาชนิดของอาหารที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคภูมิแพ้อาหารแฝง โดยการตรวจหาแอนติบอดี้ต่ออาหารจากเลือดของคนไข้ (Food Specific IgG) เพื่อดูว่ามีภูมิแพ้แฝงต่ออาหารชนิดใดบ้าง เพราะอาหารที่เป็นสาเหตุของภูมิแพ้อาหารแฝงนั้นมีได้มากกว่าหนึ่งชนิด เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงอาหารชนิดนั้นๆ

Pre-test self-preparation

  • Rest well and fasting or dry fasting is not necessary before the test
  • Refrain from intaking immunosuppressant drugs such as steroid, 1-2 weeks prior to the test
  • Refrain from intaking Anti-Histamine, 1 week prior to the test

ตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง

  1. Food IgG Test – 87 types
  2. Food IgG Test – 222 types

การตรวจกรดอินทรีย์ในปัสสาวะ (Urine organic acids test)

เป็นการตรวจระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกาย  ว่าเป็นปกติหรือไม่ โดยการตรวจวิเคราะห์กรดอินทรีย์ในปัสสาวะมากกว่า 50 ชนิด

กรดอินทรีย์ในปัสสาวะคืออะไร?
กรดอินทรีย์ในปัสสาวะ เป็นสารประกอบทางเคมีที่ขับออกมาทางปัสสาวะ เกิดจากกระบวนการเมตาบอลิซึม (Metabolism) ของระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น การเผาผลาญสารอาหารต่างๆ ให้เป็นพลังงาน การสร้างหรือซ่อมแซมอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย หรือสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ เป็นต้น

ประโยชน์ของการตรวจกรดอินทรีย์ในปัสสาวะ
การตรวจกรดอินทรีย์ในปัสสาวะ อาจช่วยหาสาเหตุของความผิดปกติในร่างกายได้ เพราะเมื่อระบบการทำงานในร่างกายมีความผิดปกติ เช่น เป็นโรคเรื้อรัง มีความผิดปกติทางระบบประสาท สมาธิสั้น อ่อนเพลีย หรือมีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ร่างกายมักมีการขับกรดอินทรีย์ที่ผิดปกติออกมาหลายตัว
หากตรวจพบความผิดปกติ แพทย์อาจให้การรักษาโดยการเสริมสารอาหารที่ขาดหายไปด้วยอาหารเสริมต่างๆ เช่น วิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร เป็นต้น

การตรวจกรดอินทรีย์ในปัสสาวะ มักตรวจอะไรได้บ้าง?

  • ตรวจประสิทธิภาพระบบเผาผลาญ (Metabolism) และการสร้างพลังงานในระดับเซลล์ (Mitochondrial Function)
  • ตรวจความต้องการวิตามิน ระดับอนุมูลอิสระ และการทำลายเซลล์ (Vitamins and Oxidative damage)
  • ตรวจสมดุลสารสื่อประสาท (Neurotransmitter Balance)
  • ตรวจระดับสารก่อการอักเสบในระบบประสาทและสมอง (Brain Inflammation Markers)
  • ตรวจสมดุลเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราในลำไส้ (Gut Ecosystems)
  • ตรวจการสัมผัสสารพิษจากสิ่งแวดล้อม และระบบการขับสารพิษ (Environmental Toxins & Detoxification)

ตรวจยูรีนออแกนิกส์ Urine Organic โปรแกรมตรวจการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายในระดับเซลล์ด้วยปัสสาวะ

We use cookies to improve the experience and the performance of our website. For more information about the cookies we use, visit Privacy Policy and you can adjust your privacy options Settings

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

You can opt-in/out the cookie settings in each category, excepting for the necessary cookies.

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า