Ultherapy SPT Technique ยกกระชับปรับรูปหน้า

Ultherapy Hyper-Personal Lift (Non-Invasive Face Lift) – We’ll NEVER treat you blindly

Ultherapy Hyper-Personal Lift  เทคโนโลยยกกระชับด้วยคลื่นเสียง Micro Focused Ultrasound with Visualisation ซึ่งเป็นคลื่นเสียงความถี่สูงที่ปล่อยพลังงานแบบจำเพาะเจาะจง และมีความแม่นยำ

ในการส่งผ่านพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS ชั้นที่ศัลยแพทย์ใช้ในการผ่าตัดดึงใบหน้า ดังนั้น Ulthera จึงช่วยลดปัญหาความหย่อนคล้อย ทำให้ใบหน้ายกกระชับโดยไม่ต้องผ่าตัด โดย Ulthera ได้รับการรับรองจาก US-FDA และองค์การอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทย จึงเป็นนวัตกรรมการยกกระชับที่ได้ผลและปลอดภัย

Ulthera เหมาะกับใคร ?

  • ผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยไม่กระชับ หมดความเต่งตึง
  • ผู้ที่มีกรอบหน้าไม่ชัดเจนหน้าไม่เรียว
  • ผู้ที่มีแนวคิ้วและหางตาตก ดูแก่กว่าวัย
  • ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูโครงสร้างผิว ปรับผิวให้ดูอ่อนเยาว์ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
  • ผู้ที่ต้องการให้ผิวเรียบเนียน รูขุมขนกระชับ และผิวสัมผัสดีขึ้น

จุดเด่นของ Ulthera

จุดเด่นที่สำคัญของ Ulthera คือ หน้าจอแสดงชั้นผิวแบบ Realtime ขณะทำหรือ SEE and TREAT เป็นโปรแกรมที่ช่วยให้แพทย์เห็นภาพชั้นผิวหนังที่กำลังยกกระชับผ่านหน้าจอได้ตลอดเวลา (Real Time Monitoring System) ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของ Ulthera แต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น แพทย์ผู้ทำการรักษาจึงสามารถปรับระดับพลังงานให้เหมาะสม เลือกระดับความลึกในการรักษาทำให้มีความจำเพาะในการรักษาได้ดียิ่งขึ้น จึงส่งผลให้การรักษามีความแม่นยำ ปลอดภัย และให้ผลลัพธ์ที่ดี

ยกให้สวย ด้วยเทคนิค Hyper – Personal lift

เพราะในปัจจุบัน ผู้หญิงหลายคนไม่ได้ต้องการความสวยในเเบบเดิม ๆ อีกเเล้ว พวกเธอต้องการที่จะสวยในเเบบของตัวเอง ดังนั้น Ulthera จึงสามารถตอบโจทย์สาว ๆ ที่เปลี่ยนเเปลงความงามเเบบเดิม ให้กลายเป็นความงามเฉพาะบุคคล ด้วยเทคนิค Hyper-personal lift เนื่องจากเเต่ละคนมีรูปหน้าเเละผิวที่ไม่เหมือนกัน Ulthera จึงถูกออกแบบมาให้มีระบบหน้าจอที่ทำให้เห็นชั้นผิวระหว่างรักษา ทำให้การรักษาเเม่นยำ ตรงชั้นผิวที่ต้องการยก

การยิง Ulthera จึงต้องวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลแบบ Costumize ตั้งแต่ Design การยิงให้เหมาะกับใบหน้า การเคลื่อนมือพร้อมดูหน้าจอขณะยิง เพื่อให้พลังงานลงอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เเละเกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ

ผลลัพธ์ของการรักษาด้วย Ulthera

 หลังทำ Ulthera จะเห็นว่าใบหน้าจะยกทันที กรอบหน้าชัดเจนขึ้น และผลลัพธ์จะดีขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากร่างกายจะมีการสร้างคอลลาเจนใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่องในระยะเวลา 3-6 เดือน โครงสร้างผิวจะได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ โดยจะเห็นผลของการยกกระชับได้ตั้งแต่ 2-3 เดือนแรกหลังทำและผลลัพธ์อยู่ได้นาน 1-2 ปี*

*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ทำ Ulthera ที่ไหนดี ?

ในปัจจุบันนี้ Ulthera มีให้บริการในหลายคลินิก แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของแพทย์ ทั้งในส่วนของการออกแบบรูปหน้าและความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องของแพทย์

* ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

Thermage ยกกระชับผิว ลดริ้วรอย คงความอ่อนเยาว์

Thermage เป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ช่วยยกกระชับผิว โดยใช้พลังงานความร้อนจากคลื่นวิทยุ (Monopolar RF) ยิงลงไปในชั้นผิวหนัง โดยสามารถส่งพลังงานได้ลึกถึงชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) ที่อยู่ลึกสุดของโครงสร้างผิว ไปถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous) จึงสามารถช่วยยกกระชับผิว ลดริ้วรอย และปรับรูปหน้าให้เรียวสวย โดยปราศจากบาดแผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Thermage เหมาะกับใคร

เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ขาดความตึงกระชับ มีไขมันส่วนเกินสะสมบริเวณใบหน้า แก้ม คาง เหนียง ต้องการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด

Thermage ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง

  • ช่วยในเรื่องการยกกระชับใบหน้าที่หย่อนคล้อย เพิ่มความเรียบเนียน และช่วยให้กรอบหน้าชัดมากยิ่งขึ้น
  • ลดแก้มและเหนียง ปรับรูปหน้าให้เรียวเล็กลง
  • ช่วยยกหางตา คิ้ว และหนังตาที่ตก
  • ลดริ้วรอยรอบดวงตา ร่องแก้ม รอยย่นบนหน้าผาก และตีนกา
  • ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนที่ผิวหน้าและลำตัว เช่น ยกกระชับหน้าท้องในจุดที่หย่อนคล้อย กระชับช่วงแขนและลำตัว และยังสามารถช่วยลดเซลลูไลท์ที่สะสมได้อีกด้วย

ผลลัพธ์ของการทำ Thermage กี่วันถึงจะเห็นผล?

เมื่อทำเทอร์มาจจะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีหลังทำ โดยผิวจะกระชับขึ้น ริ้วรอยลดเลือนลง และผิวเรียบเนียนขึ้น หลังจากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่อง และจะค่อยๆ เห็นผลลัพธ์ชัดเจนขึ้นภายในระยะเวลา 3-6 เดือน ผลลัพธ์ของการทำเทอร์มาจนั้น จะสามารถอยู่ได้นานประมาณ 1-2 ปี และสามารถทำซ้ำได้ปีละ 1 ครั้ง

**ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับอายุ สภาพผิวดั้งเดิม การใช้ชีวิตประจำวัน และการดูแลผิวหลังทำ

Sofwave™ สุดยอดเทคโนโลยียกกระชับ ปรับผิวเรียบเนียน

เครื่อง Sofwave™ คือ เครื่องอัลตราซาวด์ที่ปล่อยคลื่นพลังงานความถี่สูง โดยจะส่งพลังงานคลื่นความร้อนกระจายลงสู่ผิวแบบแนวขนาน เป็นลักษณะออกมา 7 ส่วน ต่อการยิง 1 ครั้ง พลังงานคลื่นจะกระจายลงสู่ชั้นผิวหนังแท้ (Middle to Deep Demis) ที่ระดับความลึก 1.5 มิลลิเมตร ส่งผลทำให้เกิดการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินขึ้นมาใหม่เป็นจำนวนมาก จึงทำให้ผิวหน้ากระชับ ริ้วรอยลดเลือนลง ผิวเรียบเนียนขึ้น

Sofwave™ มีข้อดีอย่างไรบ้าง

  • ไม่ใช่การผ่าตัด ไม่มีบาดแผล ไม่ต้องพักฟื้น ปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง
  • เจ็บน้อย เพราะขณะทำทรีตเมนท์ จะมีความเย็นที่หัวยิงลงสู่ผิวพร้อมกับการส่งคลื่นอัลตร้าซาวด์เพื่อลดความเจ็บระหว่างทำ
  • ใช้เวลาในการทำน้อย เพียงประมาณ 30-45 นาทีเท่านั้น
  • เห็นผลทันทีหลังทำ เริ่มเห็นผลเปลี่ยนแปลงประมาณ 2-4 สัปดาห์ และจะเห็นผลดีที่สุดหลังทำประมาณ 3 เดือน
  • ทำ 1 ครั้งอยู่ได้นาน 6 -12 เดือน (ผลลัพธ์ขึ้นอยู่สภาพผิวของแต่ละบุคคล)

วิธีดูแลหลังทำ Sofwave™ 

  • อาจพบอาการบวมแดงได้เล็กน้อยในบริเวณที่ทำการรักษา และจะหายเป็นปกติในระยะเวลา 48-72 ชั่วโมง
  • ล้างทำความสะอาดใบหน้าด้วยน้ำเปล่าเท่านั้น
  • สามารถทาครีมบำรุง และครีมกันแดดได้ตามปกติ
  • หากมีอาการบวมแดง สามารถทำการประคบเย็นได้

PRP (Platelet-rich plasma) คืออะไร

Platelet-rich plasma (PRP) หมายถึง สารสกัดพลาสม่าจากเลือดของตัวเราเอง ที่มีความเข้มข้นของเกล็ดเลือดสูงกว่าระดับปกติ ซึ่งภายในจะประกอบไปด้วย Growth factor ที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตและการฟื้นฟูของเซลล์ต่างๆในร่างกายเรา

โดยหลังจากการเก็บเลือดจากผู้ป่วย เลือดจะถูกวางไว้ในเครื่องหมุนเหวี่ยงพิเศษเพื่อแยกเกล็ดเลือดออกเป็นรูปแบบของ PRP และจะถูกฉีดเข้าไปในบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ หรือบริเวณที่ต้องการจะกระตุ้นให้ฟื้นฟู เช่น เส้นผม ข้อเข่า หรือใบหน้าเป็นต้น

และเนื่องจาก PRP ผลิตขึ้นจากเลือดของผู้ป่วยเอง ดังนั้นส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะไม่พบอาการข้างเคียงที่อันตรายจากการรักษา อีกทั้งยังสามารถช่วยกระตุ้นกระบวนการรักษาและฟื้นฟูการเติบโตของเซลล์ได้อีกด้วย

PRP ช่วยเรื่องอะไรบ้าง?

  • ช่วยลดอาการบาดเจ็บและช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น

เนื่องจาก PRP มีประสิทธิภาพในการช่วยรักษา ลดปวด ลดการอักเสบ จึงสามารถช่วยลดอาการบาดเจ็บและช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นได้ ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหลังเรื้อรังของกลุ่มอาการ Office Syndrome หรือการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาที่อาจส่งผลต่อข้อต่อ เอ็น กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออ่อนอื่น ๆ ของร่างกาย

  • บรรเทาอาการปวดในภาวะเข่าเสื่อม Osteoarthrosis

ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่มีอาการปวดเข่าอย่างรุนแรงจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากการรักษาด้วย PRP เนื่องจาก ช่วยคืนความเข้มข้นของกรดไฮยาลูโรนิกในหัวเข่าและการกระตุ้นการฟื้นตัวของกระดูกอ่อนที่หุ้มข้อเข่า

  • รักษาผมร่วงแบบธรรมชาติ

PRP สามารถช่วยลดการเกิดผมร่วงและกระตุ้นรากผมให้เจริญเติบโตขึ้นใหม่ และยังช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของเซลล์จากแผลหลังผ่าตัดได้

  • ช่วยฟื้นฟู กระตุ้น ซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ

การทำ PRP Therapy ทำให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวใหม่ ฟื้นฟู กระตุ้น ซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ และเสริมสร้างผิวจากภายใน กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน อีลาสติน ที่เกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่นให้กับผิว และสร้างหลอดเลือดภายในผิวขึ้นมาใหม่ทำให้หน้าดูเปล่งปลั่งสุขภาพดีมากยิ่งขึ้น และช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้น

ใครที่ไม่เหมาะกับการทำ PRP (PLATELET  RICH  PLASMA)

แม้การทำ PRP (PLATELET  RICH  PLASMA)  จะมีประโยชน์มากในการฟื้นฟูและรักษาผิวหน้า แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่ควรเลี่ยงการทำ PRP เช่นกัน ได้แก่

  • กลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้ป่วยติดเชื้อ หรือผู้ที่มีโรคผิวหนังบางประเภท
  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์
  • ผู้ที่รับประทานยาสลายลิ่มเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด
  • ผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง หรือมีความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด
  • สำหรับผู้ที่กำลังป่วยอยู่ควรรักษาตัวให้หายดีก่อนทำ PRP Therapy เพราะอาจมีเชื้อโรคปะปนในกระแสเลือด

Placenta Therapy คืออะไร

พลาเซนต้า หรืออีกชื่อที่เราคุ้นเคยคือ รก ได้เริ่มถูกนำมาใช้ในวงการสุขภาพและเวชศาสตร์ชะลอวัยมากขึ้นในปัจจุบัน รกเป็นส่วนที่เชื่อมต่อจากสะดือ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ประกอบไปด้วยกรดอะมิโนหลายชนิดที่ใช้เลี้ยงดูตัวอ่อนให้เจริญเติบโต ทั้งยังมีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวอ่อนด้วยอีกด้วย

ทางด้านการแพทย์ปัจจุบันจึงได้มีการสกัดเป็ปไทด์ ที่สำคัญจากรกของเด็ก ผ่านกรรมวิธีในการแยกสารสำคัญออกมาเพื่อใช้ในการฟื้นฟูเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย พลาเซนต้าเปปไทด์สามารถกระตุ้นสเต็มเซลล์ได้มากกว่าสารอื่นๆ ได้ถึง 8 เท่า ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายผลัดเซลล์เก่าที่เสื่อมสภาพแล้วออกไป แล้วสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนที่ อันจะมีผลต่อเนื่องไปยังการทำงานของร่างกาย เพิ่มฮอร์โมน ระบบภูมิคุ้มกันต่างๆ และกระตุ้นให้สเต็มเซลล์เริ่มการทำงานในการซ่อมเเซมร่างกาย

ประโยชน์ของพลาเซ็นต้า

  • ปรับสมดุลของฮอร์โมนทั้งในเพศหญิงและเพศชาย ให้ทำงานเป็นปกติ รักษาสภาวะวัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือน (Menopause) และบรรเทาโรคเฉพาะสตรี เช่น อาการปวดประจำเดือน นอกจากนี้ ยังใช้บำบัดอาการวัยทองของผู้ชาย (Andropause) ที่มักเกิดหลังอายุ 60 ปี เช่น อารมณ์หงุดหงิดง่าย ใจน้อย อวัยวะเพศไม่แข็งตัว ขี้ลืม นอนไม่หลับ
  • กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ช่วยลดอาการอักเสบ ทำให้ร่างกายส่วนต่างๆ ได้รับโลหิต สารอาหาร และออกซิเจนเพิ่มขึ้น ผิวพรรณจะสดใส เต่งตึง ลดเลือนริ้วรอย
  • ลดอาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดในสมอง เช่น ไมเกรน เสียงหึ่งใบหู (Tinnitus) อาการวิงเวียนบ้านหมุน และทำให้การทำงานของระบบชีวเคมีในร่างกายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ปรับสมดุลของระบบภูมิต้านทาน บำบัดกลุ่มอาการของโรคภูมิเพี้ยน (Autoimmune Diseases) เช่น รูห์มาตอยด์ โรคลูปัส หรือโรคพุ่มพวง และกลุ่มภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น การใช้สเตียรอยด์ เอดส์ วัณโรค เคมีบำบัด และรังสีรักษา จะทำให้อาการแทรกซ้อนทุเลาขึ้น

Picosecond Laser นวัตกรรมเลเซอร์ที่พลิกวงการผิวหนังและความงาม

เลเซอร์ขจัดสีผิวที่ผิดปกติได้อย่างไร?

เลเซอร์ขจัดสีผิวที่ผิดปกติของผิวหนัง โดยปล่อยพลังงานแสงไปตรงบริเวณสีผิวที่ปัญหาเพื่อทำให้เม็ดสีที่ผิดปกติแตกเป็นผงขนาดเล็กๆ

Q-Switched Laser

Q-Switched Laser (ระบบเก่า) กับ Picosecond Laser แตกต่างกันอย่างไร ?

Q-Switched Laser เป็นเลเซอร์ที่เปลี่ยนพลังงานแสงเป็นแรงอัด เพื่อทำให้เม็ดสีใต้ผิวหนังแตกกระจายเป็นเศษเล็กๆ แล้วเม็ดเลือดขาวในร่างกายจึงจะมาเก็บกินเศษซากเม็ดสีและขจัดออกจากร่างกายทางทางเดินน้ำเหลือง

Picosecond Laser

Picosecond Laser เป็นเลเซอร์ที่สามารถปล่อยพลังงานแสงสูงออกมาในช่วงเวลาที่สั้นขึ้น (ในระดับวินาที) ซึ่งจะสั้นกว่าระบบ Q-Switched เดิมกว่าประมาณ 100 เท่า จึงทำให้เม็ดสีแตกละเอียดมากขึ้น ใช้ระยะเวลารักษาน้อยกว่า ให้ผลการรักษาได้ดีกว่า และเมื่อนำมาประยุกต์ใช้ด้วยเทคนิคที่เหมาะสม จึงได้ทำให้ Picosecond Laser สามารถรักษาความผิดปกติของผิวหนังได้อย่างมากมาย

เจาะลึก 4 ข้อดีของ Picosecond Laser

  • จางเร็วกว่า เพราะ มีการปล่อยพลังงานแสงในช่วงระยะเวลาที่สั้นขึ้นกว่า Q-Switched เป็น 100 เท่า จึงทำให้เม็ดสีแตกละเอียดมากขึ้น
  • เจ็บน้อยกว่า เพราะ พลังงานแสงที่ปล่อยออกมาสัมผัสกับผิวหนังมีช่วงระยะเวลาที่สั้นมากกว่า Q-Switched จึงใช้เวลาในการรักษาน้อยกว่า และรู้สึกเจ็บน้อยกว่า
  • โอกาสเกิดรอยคล้ำหลังทำน้อยกว่า เพราะ พลังงานแสงออกมาสัมผัสกับผิวหนังมีระยะเวลาที่สั้นมาก ทำให้เกิดการทำลายเฉพาะจุดที่เจาะจง ไม่ก่อให้เกิดความร้อนกระจายออกมา ดังนั้นเนื้อเยื่อผิวหนังที่อยู่รอบๆ จึงไม่ได้รับผลกระทบไปด้วย
  • ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะ นอกจากจะสามารถรักษาภาวะสีผิวที่ปิดปกติได้แล้ว ยังสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้อีกด้วย
  • ขจัดเม็ดสีที่ผิดปกติ เนื่องจากสามารถปล่อยพลังงานแสงสูงในช่วงระยะเวลาที่สั้นมากๆ จึงทำให้เม็ดสีแตกละเอียดมากขึ้น ทำให้สามารถรักษาสีผิวที่ผิดปกติได้เป็นอย่างดี เช่น รอยดำรอยแดงจากสิว, กระแดด, กระลึก, ปาก – เหงือกคล้ำ, ปานโอตะ, ฝ้า(ชั่วคราว) และลบรอยสัก
  • ปรับสภาพผิว เมื่อใส่เลนส์กระจายแสงชนิดพิเศษเข้าไป Picosecond Laser สามารถกระตุ้นให้ผิวเกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ได้ จึงทำให้สามารถทำการรักษาปัญหาผิวหนังเหล่านี้ให้เรียบเนียนขึ้นได้ เช่น แผลหลุมสิว, รูขุมขนกว้าง, ริ้วรอยเหี่ยวย่น, รอยแตกลาย และรอยแผลเป็น

ข้อควรรู้ก่อนทำ Picosecond Laser

  • ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งอย่างน้อย 2 สัปดาห์ทั้งก่อนและหลังเข้ารับการรักษา
  • หากมีปัญหาสิวหรืออาการอักเสบของผิวอยู่ ควรรักษาอาการเหล่านั้นให้หายดีก่อนเข้ารับการรักษา
  • หลังทำเลเซอร์ผิวอาจมีรอยแดงได้บ้างประมาณ 3-5 วัน ควรหลีกเลี่ยงการถูหน้าอย่างรุนแรง
  • หลังจากทำเลเซอร์ ไม่ควรล้างแผลด้วยสบู่หรือโฟมและควรงดการแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอาง จนกว่าสะเก็ดแผลจะหลุดออกหมด

NAD+ (Nicotinamide Adenine Dinucleotide) คือ

โคเอนไซม์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ พบได้ในเซลล์ ช่วยส่งเสริมการงอกใหม่ของเซลล์และการแปลงพลังงานของเซลล์ เป็นสารประกอบสำคัญสำหรับร่างกายมนุษย์ ช่วยซ่อมแซม DNA ซ่อมแซมเซลล์ และเมตาบอลิซึมของเซลล์ให้ดีขึ้น ช่วยชะลอกระบวนการแก่ และโรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอายุที่มากขึ้น

การเสริม NAD+

ในปัจจุบันเป็นรูปแบบเหมือนการให้น้ำเกลือที่มี วิตามินทางหลอดเลือดดำ ซึ่งสะดวก รวดเร็ว และไม่มีผลข้างเคียง ใช้เวลาในการให้สารน้ำประมาณ 40 นาที ก็กลับบ้านได้ การเสริม NAD+ให้ร่างกาย สามารถช่วยเพิ่มสมรรถภาพ ช่วยฟื้นฟูร่างกาย ฟื้นฟูระบบประสาท ช่วยแก้ไขปัญหาการนอนหลับ เสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในการป้องกันโรคต่างๆ ช่วยซ่อมแซมสายดีเอ็นเอ (DNA) และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบการเผาผลาญของร่างกายให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการอ่อนเพลีย อ่อนล้า ปวดศีรษะเรื้อรัง มีปัญหาในการนอน นอนไม่ค่อยหลับ ตื่นมาไม่สดชื่น ช่วยฟื้นฟูอาการต่างๆเหล่านี้ให้ดีขึ้นในเวลาไม่นาน

LED Light Therapy แสงรักษา

LED Light Therapy เป็นการรักษาด้วยแสงความเข้มข้นสูง ความพิเศษของเครื่อง LED ที่ Holistique จะมีแสง 4 สี ที่ครอบคลุมทุกปัญหาผิว โดยแสงแต่ละสี จะทำหน้าที่ต่างกันเพื่อลดปัญหาในแต่ละประเภท และเพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพ เครื่องสามารถตั้งโปรแกรมอัตโนมัติ เพื่อการรักษาปัญหาเฉพาะเจาะจงในแต่ละปัญหาของผิว

สามารถใช้รักษาได้ดังนี้

  • ใช้หลังจากการรักษาด้วยเลเซอร์ หรือการฟื้นฟูผิวและลดอาการบวมหลังจากการเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรม
  • ใช้เพื่อปรับผิวหน้าให้ขาวใสและปรับเม็ดสีให้สม่ำเสมอ
  • ฆ่าเชื้อสิวและปรับปรุงรอยสิวหลังการรักษาด้วยเลเซอร์ให้ดีขึ้น

แสงไม่มีสี (Near-infrared (NIR) Light) ความยาวคลื่น 850 nm ทำลายเม็ดสีและเมลานิน

แสงสีเหลือง (Yellow Light) ความยาวคลื่น 592 nm ฟื้นฟูสภาพผิว ช่วยกระตุ้นการสร้าง Collagen

แสงสีฟ้า (Blue Light) ความยาวคลื่น 460 nm ฆ่าเชื้อ (สิว)

แสงสีแดง (Red Light) ความยาวคลื่น 625 nm ดูแลหนังศีรษะและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเส้นผม

นอกจากประโยชน์ที่กล่าวมาแล้วการรักษาด้วยแสงยังช่วยกระตุ้นหลอดเลือดฝอยใหม่ขึ้นมาเพื่อช่วยในการสมานแผล โดยเป็นการเพิ่มออกซิเจนให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันยังส่งระบายของเสียในหลอดเลือดอีกด้วย

ผลการรักษา

หลังรักษาต่อเนื่อง 4-6 ครั้ง จะพบว่าผิวพรรณดูมีสุขภาพดีขึ้น สีผิวขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ความรู้สึกขณะทำการรักษา

ในระหว่างการรักษาจะเปรียบเสมือนกับการนอนพักผ่อน มีความรู้สึกอุ่นเล็กน้อยในบริเวณที่ฉายแสง LED Light Therapy

ข้อดีของการรักษาด้วย LED Light Therapy

  • กระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิว
  • รักษาความเสื่อมของเซลล์ผิวโดยไม่ทำลายเซลล์อื่น ๆ
  • ลดอาการบวมของแผลหลังจากการผ่าตัด
  • ไม่เจ็บ ไม่ต้องพักฟื้น ไม่มีผลข้างเคียง  สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

* ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

IV Therapy

IV Therapy ย่อมาจาก Intravenous Therapy หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า “Vitamin Drip”และ “วิตามินบำบัด” นั้น หมายถึงการให้วิตามินหรือสารน้ำผ่านทางหลอดเลือดดำเข้าสู่ร่างกายซึ่งจะรวดเร็ว ปลอดภัย เห็นผลไว และใช้เวลาในกระบวนการทำไม่นาน การทำ IV Therapy จึงเป็นการให้วิตามินที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน

ขั้นตอนการทำ IV Drip
การให้วิตามินด้วยวิธี IV Drip สะดวกและไม่ยุ่งยาก โดยจะมีแพทย์ผู้ชำนาญการทำการตรวจร่างกาย ให้คำปรึกษา และคำแนะนำที่เหมาะสมกับคนไข้ เพื่อเลือกวิตามินที่เหมาะสมเฉพาะแต่ละบุคคล
จากนั้นพยาบาลของคลินิกจะทำการผสมวิตามินตามสูตรด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ เมื่อผสมวิตามินเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะทำการเปิดเส้นที่ข้อพับแขน หรือข้อมือ เพื่อต่อสายน้ำเกลือและปล่อยวิตามินค่อยๆซึมเข้าไปทางหลอดเลือดดำ ลักษณะเหมือนการให้น้ำเกลือในโรงพยาบาล
ซึ่งในระหว่างที่ทำ IV Drip คนไข้สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ที่ชอบได้ อาทิ อ่านหนังสือ ท่องโซเชียลมีเดีย ฯลฯ ในระหว่างที่รับบริการจะมีพยาบาลคอยเข้ามาเช็คความเรียบร้อยตลอดการรับบริการ
เมื่อให้ วิตามินจนหมดเรียบร้อยแล้ว พยาบาลจะมาถอดสายน้ำเกลือออก ก็เป็นอันจบขั้นตอนการทำ IV Drip หลังจากนั้นก็กลับบ้านได้

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการให้วิตามิน

  1. อาจเกิดภาวะมึนศีรษะคลื่นไส้ อาเจียน ปากแห้ง หรือเหงื่อออก (พบได้น้อย)
  2. อาจเกิดอาการปวดมวนท้อง เนื่องจากการให้วิตามินบางชนิดได้
  3. อาจเกิดภาวะกล้ามเนื้อสั่น (muscle shaking) หรือ หนาวสั่น (Chill)
  4. อาการบวม หรือ มีแผลช้ำ หรือจ้ำเลือด (bruise) หรือมีก้อนเลือดขัง (hematoma) อยู่ตรงบริเวณที่ให้สารน้ำ
    ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
  5. อาจเกิดภาวะน้ำเกินได้ ในผู้ที่มีปัญหาโรคหัวใจ หรือโรคไต
  6. อาจมีภาวะน้ำตาลในเลือดผิดปกติจากการตรวจปลายนิ้ว ในช่วง 1-6 ชั่วโมงหลังการรักษา
  7. อาจเกิดภาวะเส้นเลือดดำอักเสบได้ (Phlebitis) จากการให้สารน้ำ

สูตรวิตามิน IV Drip

  1. Drip IV Immune Booster (1 Course)
  2. Drip IV Collagen Booster (1 course)
  3. Drip IV Immune Bright Plus (1 course)
  4. Drip IV Liver Detox (1 Course)
  5. Drip IV Healthy Booster Plus (Immune Booster +Detox) (1 Course)
  6. Drip IV Revitalize bright and clear (Immune Bright Plus+Detox) (1 Course)

INDIBA เครื่องกระชับผิว โดยการใช้คลื่นความถี่สูง

Indiba เป็นนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมในการกำจัดไขมันในชั้นไขมัน ทำให้เซลล์ไขมันฝ่อตัวลง และยังมีผลในการ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวกระชับเรียบตึงในเวลาเดียวกัน โดยไม่สร้างความเจ็บปวดใดๆ ไม่มีการบาดเจ็บ และไม่ต้องผ่าตัด ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดการส่งคลื่นวิทยุ แบบหลายขั้ว  448 kHz (448 kHz monopolar radiofrequency)

ความปลอดภัยของการใช้ INDIBA

INDIBA เป็นวิธีการรักษาที่ปลอดภัยสูงมาก เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงสุดจะไม่เกิน 42 องศาเซียลเซียส และเป็นอุณหภูมิที่เกิดขึ้นจากภายในร่างกายโดยปราศจากผลข้างเคียงใด ๆ ขณะรักษาจะให้ความรู้สึกที่อุ่นสบายและผ่อนคลายอย่างมาก

INDIBA ทำงานอย่างไร?

เป็นการใช้คลื่นวิทยุความถี่ 0.5 MHz ทำให้เกิดผลของ Hyperthermia หรือไข้เทียม ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยและได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยทำให้อุณหภูมิภายในร่างกายสูงขึ้นประมาณ 3 – 5 องศาเซลเซียส (อุณหภูมิร่างกายปกติประมาณ 37องศาเซลเซียส) ทำให้เกิดผลดังนี้

1.Vasodilator Effect (การขยายตัวของหลอดเลือด)

  • เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต
  • เพิ่มสารอาหารและออกซิเจนให้กับเซลล์และเนื้อเยื่อ
  • ฟื้นฟูเซลล์ผิวหนังให้กลับมามีชีวิตชีวา

2.ช่วยในการกระตุ้นและไล่น้ำเหลืองหรือขับของเสียออกจากร่างกาย

3.ช่วยทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย เพิ่ม metabolism และสลายไขมัน

4.กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้น

5.ทำให้ผิวพรรณเรียบเนียน เต่งตึงกระชับ

We use cookies to improve the experience and the performance of our website. For more information about the cookies we use, visit Privacy Policy and you can adjust your privacy options Settings

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

You can opt-in/out the cookie settings in each category, excepting for the necessary cookies.

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า